
รู้จักตลาดหลักทรัพยืในอาเซียนการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนในอาเซียน
วันนี้ผมขอพาท่านผู้อ่านทำความรู้จักกับตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศอาเซียน ในแง่มุมของการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนในอาเซียนนะครับ สืบเนื่องมาจากการที่พวกเราคงได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับคำว่า “การกำกับดูแลกิจการ” หรือชื่อเรียกอื่นที่อาจได้ยินในบริบทต่างๆ เช่น “บรรษัทภิบาล” คำต่างๆ เหล่านี้ก็มาจากภาษาอังกฤษที่ว่า Corporate Governance หรือ CG ซึ่งอาจพูดรวมๆ ว่า มีความทำนองเดียวกันว่า หมายถึง ระบบที่จัดให้มีโครงสร้างและกระบวนการของความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการ ฝ่ายจัดการและผู้ถือหุ้น เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน นำไปสู่ความเจริญเติบโตและเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
วันนี้ผมขอพาท่านผู้อ่านทำความรู้จักกับตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศอาเซียน ในแง่มุมของการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนในอาเซียนนะครับ สืบเนื่องมาจากการที่พวกเราคงได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับคำว่า “การกำกับดูแลกิจการ” หรือชื่อเรียกอื่นที่อาจได้ยินในบริบทต่างๆ เช่น “บรรษัทภิบาล” คำต่างๆ เหล่านี้ก็มาจากภาษาอังกฤษที่ว่า Corporate Governance หรือ CG ซึ่งอาจพูดรวมๆ ว่า มีความทำนองเดียวกันว่า หมายถึง ระบบที่จัดให้มีโครงสร้างและกระบวนการของความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการ ฝ่ายจัดการและผู้ถือหุ้น เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน นำไปสู่ความเจริญเติบโตและเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
ท่านผู้อ่านอาจตั้งคำถามว่า “ทำไมจึงต้องมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี?” ในเมื่อธุรกิจก็ทำกันมานานมากแล้วก็ยังทำกันต่อไปได้ บางธุรกิจหรือองค์การก็ดำเนินงานกันมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยไม่เคยรู้จักกับคำว่า “บรรษัทภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการ” แต่อย่างใด แต่ท่านอย่าลืมนะครับว่า ปรัชญาของการกำกับดูแลกิจการที่ดีก็คือ ความโปร่งใส หากบริษัทต่างๆ เหล่านั้นได้ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสมีจริยธรรมแล้ว ผมว่าก็เข้าข่ายการทำธุรกิจตามหลัก “บรรษัทภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการ” แล้วนะครับ เพียงแต่เจ้าของกิจการไม่รู้ว่ามันตรงกับแนวคิด “บรรษัทภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการ” นั่นเอง แต่ที่เราได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับแนวคิด “บรรษัทภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการ” มักจะมาจากบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ก็ยิ่งจำเป็นต้องมี “บรรษัทภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการ” เพราะเกี่ยวข้องกับคนหมู่มากจึงต้องทำระบบ “บรรษัทภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการ” ให้มีมาตรฐาน เพื่อที่ว่าเมื่อเปลี่ยนผู้บริหารหรือพนักงานแล้ว ผู้ที่มีส่วนได้เสียจะได้มั่นใจว่า “บรรษัทภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการ” ของบริษัทจะยังคงเหมือนเดิม ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่เวทีอาเซียนแล้ว บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ของไทยก็ยิ่งต้องเอาใจใส่กับ “บรรษัทภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการ” เป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้นักลงทุนต่างชาติมั่นใจในระบบการบริหารจัดการของบริษัทว่า มีมาตรฐานในระดับสากล สามารถแข่งขันได้ รวมทั้งเป็นที่ยอมรับของผู้ถือหุ้นและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
“บรรษัทภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการ” จึงเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทเองโดยตรง เนื่องจากจะเป็นการผลักดันให้บริษัทมีการจัดการแบบมืออาชีพ ดังนั้นจึงมีความพยายามของหลายหน่วยงาน ทั้งระดับประเทศและนานาชาติในการสร้างเสริมและเป็นตัวกลางในการจัดอันดับระดับบรรษัทภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนในประเทศต่างๆ เช่น จากปี 2555 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในกลุ่มประเทศอาเซียนได้มีความร่วมมือเพื่อที่จะประเมินผลระดับธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน หรือที่เรียกว่า “ASEAN CG Scorecard” ให้สามารถพร้อมรับก่อนการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มตลาดหลักทรัพย์อย่างเต็มรูปแบบ (ASEAN Exchange) โดยรูปแบบการประเมินจะให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นพิเศษ โดยแบ่งการประเมินออกเป็น 5 ประเด็นสำคัญ คือ
1) สิทธิประโยชน์ผู้ถือหุ้น (Rights of Shareholder)
2) การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน (Equitable Treatment of Shareholder)
3) บทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Role of Stakeholder)
4) การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส (Disclosure and Transparency)
5) ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ (Responsibilities of the Board)
จากการจัดอันดับดังกล่าว ผมก็รู้สึกภาคภูมิใจแทนบรรดาบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นอย่างมาก เพราะได้รับคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม ด้วยคะแนนถึง 67.66 ซึ่งเหนือกว่าบริษัทจดทะเบียนของประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ที่มีคะแนนรวมเพียง 62 และ 56 คะแนน ตามลำดับเท่านั้น ดังแสดงในภาพที่ 1
การที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้คะแนนมากนั้น เป็นเพราะเรามีจุดแข็งในหมวดสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้น โดยพยายามไม่ให้ผู้ถือหุ้นเสียผลประโยชน์จากการลงทุน และอีกหมวดคือการเปิดเผยข้อมูลที่ดีขึ้นและมีความเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ผมกล้าพูดได้เลยว่าการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนไทยมีการเปิดเผยข้อมูลออกสู่สาธารณะอยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้อาจเกิดจากการที่หน่วยงานผู้กำกับดูแลระบุให้การเปิดเผยข้อมูลเป็นภาคบังคับที่บริษัทจดทะเบียนต้องทำตาม
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จำเป็นต้องมีการปรับปรุงที่ผมเป็นห่วงก็คือ หมวดของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พบว่าแต่ละบริษัทมีคะแนนที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในที่นี้กล่าวถึง ลูกค้า ผู้บริหาร เจ้าหนี้ พนักงานของบริษัท และสังคม ซึ่งจากการสังเกตพบว่า การลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่คำนึงถึงสังคมเท่าที่ควร เช่น การลงทุนแล้วเกิดน้ำเสีย และไม่คำนึงถึงชุมชนและสภาวะแวดล้อม ดังจะเห็นได้จากข่าวบ่อขยะที่มีขยะที่เป็นพิษ หรือการกำจัดขยะอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือแม้กระทั่งข่าวที่ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนบางแห่งใช้ข้อมูลภายในเพื่อซื้อขายหุ้นของบริษัทตัวเองก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณชน ก็เป็นอีกตัวอย่างของระบบบรรษัทภิบาลที่กระทบในแง่การทำงานภาคปฏิบัติ ที่อาจยังไล่หลังบรรษัทภิบาลในเอกสารอยู่ ดังนั้นบริษัทต่างๆ ก็ควรเร่งแก้ไขจุดอ่อนที่สำคัญในบริบทของบรรษัทภิบาลหรือการกำกับกิจการ คือ การนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง ไม่เป็นเพียงเสือกระดาษที่บริษัทเผยแพร่ไว้อย่างสวยหรูตามเว็บไซต์เท่านั้น ก็จะช่วยให้เราก้าวเข้าสู่เวทีโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวทีอาเซียนได้อย่างเต็มความภาคภูมิ







