
ไทย – เมียนมาร์ ทั้งค้าและคบ
น่าปลื้มมากครับ...ปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติของไทย โดยการสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ย่างกุ้ง กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงอุตสาหกรรม และการสนับสนุนเพิ่มจากภาคเอกชน เช่น บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ บริษัท กันตนา ฯลฯ และมูลนิธิไทย จัดกิจกรรม Thai Film Festival ที่ย่างกุ้งเป็นเวลา 3 คืน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยพม่า ที่มีมาหลายศตวรรษ
น่าปลื้มมากครับ...ปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติของไทย โดยการสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ย่างกุ้ง กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงอุตสาหกรรม และการสนับสนุนเพิ่มจากภาคเอกชน เช่น บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ บริษัท กันตนา ฯลฯ และมูลนิธิไทย จัดกิจกรรม Thai Film Festival ที่ย่างกุ้งเป็นเวลา 3 คืน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยพม่า ที่มีมาหลายศตวรรษ
การตอบรับจากแฟนหนังไทยชาวพม่านับว่าดีเยี่ยม... มีคนมารอกรี๊ดเต็มลานในสวนสาธารณะ People’s Park ซึ่งมีฉากหลังเป็นพระมหาเจดีย์ชเวดากองอันเก่าแก่นับพันปี
นี่คือสถานที่เดียวกับที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลี ที่มีทุนเหนือกว่าไทยอย่างเทียบไม่ได้ ก็มาขอจัดกิจกรรมคล้ายๆ กันแต่รัฐบาลพม่าไม่อนุญาต
ในพิธีเปิดกิจกรรม ท่านเอกอัครราชทูตไทย ณ ย่างกุ้ง ท่านพิษณุ สุวรรณะชฎ และภริยา นำทีมผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงทั้ง 4 ข้างต้นของไทย พร้อมคุณวิสูตรพูลวรลักษณ์ ประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติของไทย คุณสาโรจน์ ชวนะวิรัช ประธานมูลนิธิไทย อดีต รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเคยร่วมกันนำทีมพี่มากพระโขนงไปปรากฏตัวที่อินโดนีเซียจนมีชื่อเสียงเมื่อปีที่แล้ว ช่วยกันต้อนรับมุขมนตรีและรัฐมนตรีต่างๆ ของพม่าที่มาร่วมในกิจกรรมสัมพันธ์ภาคประชาชนด้วยเครื่องมือทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
ส่วนแฟนหนังชาวโสร่งนั้น ไม่ต้องพูดถึง...มืดฟ้ามัวดิน...มี Miss Myanmar Universe สาวสวยสูงเด่น ภาษาดีเยี่ยมมาเป็นพิธีกรให้กับเวทีทั้งสามคืน
ดาราไทยที่ไปนั้น เต็มทีมทั้งหญิงชาย แม้ผู้กำกับชื่อดังอย่าง โต้งบรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้ไว้ลายในหนังพี่มากพระโขนง กวนมึนโฮ ห้าแพร่ง ชัตเตอร์ ฯลฯ เต๋อฉันทวิชช์ มอส ปฏิภาณ แท่ง ศักดิ์สิทธิ์ ต๊อกหรือปุ๊ ระเบิดขวด ก็มาด้วย เรามีกองดารามามากพอ ขนาดพอจัดกิจกรรมฟุตบอลดาราไทยกับดาราพม่าอุ่นเครื่องเรียกแขก ได้เสียงซี้ดซ้าดเฮฮาจากกองเชียร์ชาวหม่องตั้งแต่ก่อนค่ำ...รอไฟส่องพระมหาเจดีย์สว่างขึ้นเต็มที่ก่อน จึงเริ่มกิจกรรมฉายหนัง
รัฐบาลพม่าโดยกระทรวงวัฒนธรรม และสมาคมภาพยนตร์แห่งชาติพม่า เป็นผู้คัดเลือกหนังสามเรื่องจากไทยไปฉายในงานให้ประชาชนเขาดู
สามคืน...สามเรื่อง...มีหนังรักของไทยอย่าง “ATM เออรัก...เออเร่อ” หนังผีของไทยอย่าง “ตีสาม” และที่จริงคืนสุดท้ายจะฉายหนังบู๊เรื่อง “ไชยา” แต่เวลาไม่ทัน เพราะคิวแสดงตัวของดาราศิลปินทั้งไทยและพม่าแน่นจนไม่ได้ฉาย ต้องขอติดไว้ในโอกาสหลัง
ให้ทางการพม่าเขาเลือกหนังเองอย่างนี้สบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย หนังไทยอีกเรื่องที่พม่าเลือกไว้ แต่ไม่มีฉบับเป็นม้วนฟิล์มแล้ว เพราะกลายเป็นดิจิทัลไปหมดเรียบร้อย คือ “ต้มยำกุ้ง”
ในเชิงคุณค่า...รัฐบาลพม่าเต็มใจให้เราได้ฉายหนังไทยอย่างเป็นทางการในที่ที่เขาหวงแหน มีการถ่ายทอดสดออกอากาศทั่วประเทศพม่า สื่อสิ่งพิมพ์และวิทยุเพียบกว่า 20 ราย นี่เท่าที่ผมเห็นป้ายที่ไมโครโฟนที่มาจ่อนะครับ
นับเป็นสัญญาณที่ดีมาก ถึงความต้องการให้วัฒนธรรมภาคประชาชนระหว่างไทยพม่า เป็นสะพานเชื่อมกันให้แน่นแฟ้น โดยเฉพาะในปีที่พม่าเป็นประธานอาเซียนอย่างปีนี้
อีกทั้ง ณ ขณะจัดกิจกรรมนี้เผอิญตรงกับช่วงเตรียมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสังคมและวัฒนธรรมที่กรุงเนย์ปิดอว์ เมืองหลวงซึ่งห่างไปไม่กี่ชั่วโมง สร้างความตื่นเต้นระคนแปลกใจจากเพื่อนข้าราชการชาวอาเซียนอื่นๆ พอควร
อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในพม่ามีประวัติย้อนหลังไปไกลยิ่งกว่าของไทย อันที่จริงวงการภาพยนตร์พม่าเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์การเมืองภายในของพม่าด้วยอย่างน่าสนใจในเชิงมูลค่า พม่ามี 135 ชนเผ่า ประชากรรวมราวๆ 66 ล้านคน ขณะนี้กำลังทำสำมะโนประชากรครั้งใหญ่ เป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างที่สุดเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย และกำลังซื้อก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปีนี้ GDP พม่าโต 7.2% ส่วนไทยโตไม่ถึง 3%
แค่สร้างหนังคุณภาพดีๆ ร่วมกันให้ได้สักปีละเรื่องสองเรื่อง เราน่าจะได้ทั้งตลาดไทยตลาดพม่า และรวมไปถึงโอกาสพิเศษในการเข้าตลาดจีน และเวทีสากล เพราะเวลานี้พม่าเนื้อหอมฉุย รัฐบาลไหนๆ ก็เกรงใจ ผู้นำจากวอชิงตัน เยอรมนี นอร์เวย์ ปักกิ่ง โตเกียว โซลแคนเบอร์รา นับไม่หวาดไม่ไหวทยอยกันขอมาเยือนพม่าไม่ขาดสาย ที่รู้เพราะโรงแรมซึ่งผมพักอยู่เขาจัดให้ผมลงนามในสมุดเยี่ยม เลยพลิกหน้ากระดาษย้อนอ่าน จึงได้เห็นลายเซ็นและลายมือเขียนขอบคุณการต้อนรับของผู้นำระดับนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี รัฐมนตรีชั้นผู้ใหญ่ของชาติเหล่านี้ว่ามาพักที่เดียวกัน โรงแรมชาเทรียม หนึ่งในที่พักห้าดาวแห่งเดียวที่คนไทยเป็นเจ้าของในนครที่งดงามและสงบเงียบ
การทูตเชิงวัฒนธรรม...จึงมีทั้งมิติการค้า การเมือง การลงทุน มีมิติสังคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจพร้อมสรรพ
ครั้งถัดไปเราจะพบกันใหม่ ด้วยกิจกรรมทำนองเดียวกันนี้ที่กัมพูชาครับ







