
ทนพิษม็อบได้ทนไป
น่าสงสารบรรดาผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดย่อม ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง จนทำมาค้าขายไม่ได้มายาวนานนับ 56 เดือน แต่กลับไร้การเหลียวแลจากรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ
น่าสงสารบรรดาผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดย่อม ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง จนทำมาค้าขายไม่ได้มายาวนานนับ 56 เดือน แต่กลับไร้การเหลียวแลจากรัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ
ร้านค้านับหมื่นรายในพื้นที่ย่านราชประสงค์ แพลทินัม ประตูน้ำ สยามสแควร์ ยันอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิต่างหมดแรงผ่อนชำระหนี้การค้า และไม่มีเงินไปผ่อนค่างวดสินเชื่อธนาคาร
แทบไม่น่าเชื่อว่า รัฐบาลรักษาการผู้อ้างว่ารักประชาธิปไตยผ่านพิธีกรรมเลือกตัวแทนเข้ามาบริหารประเทศกลับไม่ดูดำดูดี ไม่มีแม้กระทั่งการเรียกผู้ประกอบการที่หาเช้ากินค่ำ หรือสถาบันการเงินเจ้าหนี้ไปหารือว่าจะมีมาตรการใดมาช่วยเหลือ
ขณะเดียวกันก็แทบไม่น่าเชื่อว่า กระทรวงการคลังที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทย ก็ไม่ได้ใช้สถาบันการเงินเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการบรรเทาเยียวยาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรายย่อย
หน่วยงานของรัฐ และผู้นำรัฐบาล กลับเลือกที่จะปล่อยให้ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยเหล่านั้นเฉาตายไปกับการชุมนุมทางการเมือง
ทั้งๆ ที่รูปแบบและวิธีการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองนั้นเคยมีการปฏิบัติกันมาเมื่อคราวกลุ่ม นปช.ชุมนุมกันบริเวณราชประสงค์ด้วยการปล่อยเงินกู้ใหม่ให้ 5,000 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลบ 3% และให้ผ่อนเฉพาะเงินต้นเป็นเวลา 1 ปี แต่รอบนี้กลับถูกแช่แข็ง
แม้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมประกาศขึ้นทะเบียนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมทางการเมือง และจัดมาตรการพักชำระเงินต้นเป็นเวลา 6-12 เดือน ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ระยะเวลา 3-12 เดือนให้ลูกค้า และสำนักงานเศรษฐกิจการคลังจะกำชับให้แบงก์รัฐเข้าไปดูแลลูกหนี้ แต่เป็นเพียงการใช้ยาแดงมารักษาบาดแผลลึกของผู้ประกอบการเท่านั้น
ขณะที่มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามฯ ที่ปล่อยกู้ให้รายละ 1 ล้านบาท ผ่อนนาน 7 ปี โดยให้หน่วยงานรัฐค้ำประกันเงินกู้อีกทอดหนึ่ง โดยคิดดอกเบี้ย9.5010.50% นั้น ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่เดือดร้อนหนักแต่ประการใด หากแต่เป็นการซ้ำเติมให้ผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านั้นจมอยู่กับกองหนี้
รัฐบาลรักษาการและกระทรวงการคลังอาจจะอรรถาธิบายได้ว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบลูกค้าเพื่อออกมาตรการ แต่ความชักช้าไม่ทันการณ์นั้นกลับทำร้ายผู้ประกอบการให้ล้มหายตายจากไปไม่รู้กี่ราย







