
ยิ่งลักษ์รุกประยุทธ์ถามท่าที"รัฏฐาธิปัตย์"
คำว่า “รัฏฐาธิปัตย์” ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เปิดประเด็นขึ้น กำลังถูกตีความไปอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะจากซีกรัฐบาล พรรคเพื่อไทย และมวลชนคนเสื้อแดง ที่ตีความตรงกันว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
คำว่า “รัฏฐาธิปัตย์” ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เปิดประเด็นขึ้น กำลังถูกตีความไปอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะจากซีกรัฐบาล พรรคเพื่อไทย และมวลชนคนเสื้อแดง ที่ตีความตรงกันว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ล่าสุด การแสดงความคิดเห็นของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต่อประเด็นดังกล่าว ส่งสัญญาณชัดถึง “กองทัพ”
“ดิฉันเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และรองประธานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ควรมีจุดยืนของตัวเอง เพราะ ผบ.ทบ.ก็รู้ว่าควรจะปฏิบัติหน้าที่อย่างไร”
“การดูแลฝ่ายความมั่นคงนั้นต้องปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เรื่องนี้คงไม่ต้องไปถาม ผบ.ทบ. เพราะคิดว่าท่านคงมีคำตอบในใจอยู่แล้ว” ยิ่งลักษณ์กล่าวชัด
นายกรัฐมนตรี บอกอีกว่า หากรัฏฐาธิปัตย์ของสุเทพอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ก็คงไม่มีคำถามเหล่านี้เกิดขึ้น ถามว่าบ้านเมืองนี้ไม่มีกฎหมายแล้วหรือ
สอดรับกับท่าทีของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เรียกร้องให้กองทัพแสดงจุดยืนต่อประเด็นที่เกิดขึ้น
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า สิ่งที่สุเทพพูดจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อได้รับความร่วมมือจากกองทัพที่ออกมายึดอำนาจเท่านั้น เพราะจะไม่มีประชาชนคนใดยอมให้สุเทพถือนกหวีดไปฉีกรัฐธรรมนูญ และยึดอำนาจไว้ที่ตัวเอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่กองทัพต้องออกมาแสดงท่าที
นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 จำนวน 13 คน ที่ออกแถลงการณ์ถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพ เรียกร้องให้แสดงจุดยืนเช่นกัน
สาระสำคัญของแถลงการณ์คือ คำประกาศยึดอำนาจอธิปไตยของสุเทพ ชัดเจนว่าเป็นกบฏต่อการปกครอง การประกาศจะนำรายชื่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เข้าข่ายการบังคับและล่วงละเมิดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ จึงขอเรียกร้องให้ผู้นำเหล่าทัพแสดงจุดยืนที่ชัดเจน และปฏิบัติในเรื่องนี้ให้ถูกต้องเป็นไปตามกฎหมาย
ขณะที่ พรรคเพื่อไทยได้ประชุมหารือประเด็นเดียวกันนี้และเห็นตรงกันว่าการกระทำของสุเทพเป็นการจาบจ้วงและละเมิดพระราชอำนาจเข้าข่ายกบฏ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และมาตรา 116 ที่ประชุมจึงเห็นพ้องกันว่าจะไปแจ้งความเอาผิดสุเทพและพวก ในทุกพื้นที่ ในข้อหากบฏ
วันเดียวกัน ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้สั่งให้คณะทำงานถอดเทปคำปราศรัยของสุเทพ พร้อมกำชับให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำถ้อยคำและพฤติการณ์ของสุเทพกับแกนนำ กปปส. มาเป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานในการดำเนินคดี และเร่งรัดดำเนินคดีกับสุเทพ พร้อมแกนนำ กปปส. รวม 58 คน ฐานร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และความผิดฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน
ด้านความเคลื่อนไหวของ กปปส. สุเทพ ได้นำขบวนมวลมหาประชาชนจากสวนลุมพินีเคลื่อนไปยังกระทรวงยุติธรรม เพื่อเรียกร้องให้ข้าราชการออกมาร่วมกับประชาชนในการขับไล่รัฐบาล โดยมี กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ออกมาต้อนรับ
“วันนี้เราได้รับการต้อนรับจากปลัดกระทรวง ข้าราชการกระทรวง ทำให้ผมมีความหวังเต็มเปี่ยมในการเอาอำนาจอธิปไตยคืนจากยิ่งลักษณ์ สถาปนารัฏฐาธิปัตย์ พี่น้องข้าราชการกระทรวงยุติธรรมจะออกมายืนเคียงข้างเรา” สุเทพ เปิดเผยภายหลังหารือกับผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม
กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เห็นด้วยในหลักการ ที่ระบุว่า ข้าราชการต้องทำงานบริการประชาชน ร่วมทั้งเห็นเจตนาในเรื่องของการปฏิรูปประเทศ เพราะตนเองก็ทำในเรื่องการปฏิรูป
ส่วนข้อเรียกร้องที่ให้ข้าราชการออกไปร่วมชุมนุมนั้น กิตติพงษ์ ได้กล่าวกับสุเทพ ว่า โดยหลักการแล้วข้าราชการต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง ดังนั้นในเวลาราชการคงไม่สามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ส่วนนอกเวลาราชการบุคคลใดต้องการไปร่วมชุมนุมแสดงความเห็นทางการเมือง กระทรวงไม่ได้ห้าม สามารถไปร่วมชุมนุมได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ไม่กระทำผิดกฎหมาย
สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา ไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ โดยหลังเสร็จพิธีงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ครบรอบ 127 ปี ได้รีบขึ้นรถออกไปทันที







