
แก้โยกย้ายข้ามห้วย สกัดการเมืองล้วงลูก ขรก.
วิธีการหนึ่งที่จะนำประเทศไทยก้าวพ้นการเมืองที่ล้มเหลวและเต็มไปด้วยความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์
โดย...ทีมข่าวการเมือง
วิธีการหนึ่งที่จะนำประเทศไทยก้าวพ้นการเมืองที่ล้มเหลวและเต็มไปด้วยความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ ต้องปฏิรูปให้ระบบราชการเข้มแข็งและปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่น และจะต้องปลอดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง
ดังนั้น การเดินหน้าปฏิรูประบบราชการจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นลำดับต้นๆ
จรวยพร ธรณินทร์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) กล่าวว่า กพค.สนับสนุนการออก พ.ร.ฎ.สหภาพข้าราชการอย่างเต็มที่ แต่ต้องกำหนดขอบเขตการจัดตั้งและบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน เพราะบางเรื่องสหภาพโดยทั่วไปทำได้ เช่น นัดหยุดงาน แต่ทางสหภาพข้าราชการในฐานะผู้ให้บริการประชาชนไม่อาจกระทำได้
จากการศึกษาข้อมูลหากจะปฏิรูประบบราชการ กพค.เสนอว่าข้าราชการไม่ควรรับโทษกรณีรับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี ครม. รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงหรืออธิบดี แล้วนโยบายนั้นเกิดความผิดพลาดขึ้นภายหลังเพียงลำพัง แต่ควรมีหลักประกันคุ้มครองข้าราชการผู้ปฏิบัติด้วย
นอกจากนี้ ควรมีระยะการสอบสวนคดีข้าราชการที่กระทำผิดให้เร็วขึ้น ไม่ใช่นานถึง 10 ปี เพราะสร้างความทุกข์ทรมานใจแก่ข้าราชการผู้ที่ถูกกล่าวหา รวมถึงต้องบูรณาการการวินิจฉัยของทั้ง กพค.และ อกพ.กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ โดยเฉพาะคำสั่งลงโทษต้องชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
จรวยพร กล่าวว่า สิ่งที่พบมากและควรปฏิรูป คือ การกระทำผิดในรูปคณะกรรมการ ที่เมื่อสอบสวนพบว่ากระทำผิดจริง แต่การลงโทษกลับไม่เท่าเทียมกัน เช่น ปลัด อธิบดี รองอธิบดี ผู้อำนวยการส่วน หรือระดับล่างลงไป ทั้งๆ ที่อยู่คณะกรรมการชุดเดียวกัน
ทั้งนี้ การแต่งตั้งข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวที่ฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้พิจารณาไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจและความเป็นกลางทางการเมือง
ดังนั้น ควรกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกคุณสมบัติ คุณวุฒิหรือวิธีการพิจารณาแต่งตั้งระดับปลัดกระทรวงต้องชัดเจนด้านความรู้ความสามารถเพื่อสร้างหลักประกันในการใช้ดุลพินิจแต่งตั้ง
สำหรับระดับอธิบดีลงไปเป็นอำนาจหน้าที่ปลัดกระทรวงในฐานะผู้สั่งการบรรจุ แต่เกิดข้อกังขาในกระบวนการคัดเลือก กล่าวคือ ปลัดกระทรวงสวมหมวก 2 ใบ คือ ในฐานะกรรมการคัดเลือกบุคลากรของกระทรวง และในฐานะผู้บังคับบัญชาลงนามบรรจุข้าราชการกระทรวงนั้นๆ
ประเด็นที่มีการร้องเรียนมากที่สุด คือข้าราชการคนที่ผ่านการคัดเลือกในชั้นคณะกรรมการคัดเลือกของกระทรวงที่มีปลัดกระทรวงร่วมเป็นกรรมการพิจารณา แต่เมื่อรายชื่อส่งไปยังปลัดในฐานะผู้ลงนามบรรจุกลับเลือกอีกคนที่ไม่ได้ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ดังนั้น จึงเกิดข้อเคลือบแคลงสงสัยการทำหน้าที่ของปลัดกระทรวง ต้องปฏิรูประบบการคัดเลือกข้าราชการให้ปลัดสวมหมวกใบเดียวคือผู้บังคับบัญชาบรรจุข้าราชการเท่านั้น รวมถึงต้องกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งระดับผู้อำนวยการไม่ให้ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจตามอำเภอใจด้วย
ขณะที่ผู้ตกเป็นเหยื่อฝ่ายการเมือง ถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งถูกย้ายออกจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. กระทั่งศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยให้กลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง เสนอว่า จะต้องไม่ให้มีการโยกย้ายแบบข้ามหน่วยงานหรือย้ายข้ามห้วย
เช่น ห้ามย้ายข้าราชการพลเรือนไปเป็นตำรวจหรือทหาร หรือย้ายทหารและตำรวจไปเป็นข้าราชการพลเรือนไม่ได้ เพราะไม่เป็นธรรมระหว่างข้าราชการด้วยกันเอง และสะท้อนว่าภาครัฐไม่วางแผนการลงทุนด้านบุคลากร หรือการลงทุนผลิตบุคลากรของส่วนราชการนั้นๆ สูญเปล่า
อีกข้อที่ถวิลต้องการให้ปฏิรูปคือห้ามไม่ให้โยกย้ายข้าราชการข้ามกลุ่มงานที่ไม่ใกล้เคียงกัน เช่น เลขาธิการ สมช. ไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม ผบ.ตร. ไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม หรือเลขาธิการ สมช. ไปเป็นปลัดกระทรวงวัฒนธรรม หรือ ผวจ.บุรีรัมย์ ไปเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
ยกเว้นตำแหน่งที่มีความใกล้เคียงกัน แต่ในขณะนี้ย้ายข้ามสายงานทำได้ เพราะกฎหมายเปิดช่องให้เป็นข้อยกเว้นทำให้กลุ่มที่มีเส้นสายการเมืองเข้ามาแสวงประโยชน์ ตัวอย่างการย้ายที่ไม่เหมาะสม เช่น โอน ผวจ.นครนายก ไปเป็นปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและกาสื่อสารทั้งที่ไม่มีความรู้ด้านไอซีทีแต่ปลัดไอซีทีคนเดิมที่มีความเชี่ยวชาญกลับถูกเด้ง







