
เลือกตั้งปลอดภัยโจทย์ใหญ่ ปชป.
"โจทย์ใหญ่ของพรรคคือบรรยากาศของการเลือกที่ตั้งที่ปลอดภัยในการหาเสียง ไม่มีการข่มขู่คุกคามผู้สมัคร หัวคะแนน หรือผู้สนับสนุนพรรค"
หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้การเลือกตั้ง เมื่อวันที่2 ก.พ. เป็นโมฆะ หลายฝ่ายได้ตั้งคำถามกับพรรคประชาธิปัตย์ ทันทีว่า จะส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้แต่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยังสงวนท่าที อย่างไรก็ตาม จุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค ปชป. ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงจุดยืนบทบาทต่อสถานการณ์ทางการเมืองของพรรคปชป. ไว้น่าสนใจ ดังนี้
จุติ เปิดเผยว่า พรรคยังบอกไม่ได้ว่าจะส่งคนลงรับสมัครเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เพราะยังไม่รู้ว่าปฏิกิริยาของพรรคเพื่อไทย(พท.) จะจัดการประเทศไทยอย่างไรแต่พรรคคำนึงถึงบรรยากาศของการเลือกตั้งที่ปลอดภัยสำหรับการหาเสียงว่าเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ ซึ่งพรรคเตรียมความพร้อมไว้ในทุกๆ ด้าน
"โจทย์ใหญ่ของพรรคคือบรรยากาศของการเลือกที่ตั้งที่ปลอดภัยในการหาเสียง ไม่มีการข่มขู่คุกคามผู้สมัคร หัวคะแนน หรือผู้สนับสนุนพรรค โดยพรรคได้สำรวจว่าที่ผู้สมัครพบ 80% ของเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ เป็นที่ที่ผู้สมัครของพรรคไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการหาเสียงเลยยกเว้นภาคใต้ กทม. และภาคกลางบางส่วนเท่านั้น" จุติ ระบุ
เลขาธิการพรรค ปชป. ยังได้แสดงความมั่นใจว่าพรรคมีโอกาสชนะการเลือกตั้งได้เช่นกัน หากเป็นการเลือกตั้งที่เสรี และมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีพรรคการเมืองใด ได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด เพราะปัญหาภาพลักษณ์ในปัญหาคอร์รัปชั่นของรัฐบาล การลุแก่อำนาจ ภาพลักษณ์ของระบอบทักษิณที่กัดกร่อนประเทศไทยคนเห็นอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
* เงื่อนไขกปปส. มีความสำคัญในการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะลงเลือกตั้งหรือไม่
ผมเห็นว่า พรรค พท.และสังคมทั่วไปก็วิเคราะห์ผิด ไปอ่านว่าพรรค ปชป. และ กปปส. เป็นคนสองร่างอยู่ในคนเดียวกันแต่ความจริงไม่ใช่แน่นอน อาจจะอยู่ในรถไฟขบวนเดียวกันแต่การเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางอาจต่างกัน รถไฟขบวนนี้มีคนนั่งมา 500 คน อาจลงระหว่างทาง 300 คน เดินทางไปกับ กปปส. 200 คน ที่ลงระหว่างทาง เพราะพรรค ปชป.เป็นสถาบัน เป็นองค์กรทางการเมืองไม่อาจเดินข้ามแดนไปอีกฝั่งของ กปปส.ได้เพราะมีเรื่องของกฎหมายอยู่ คนในพรรคเขาก็เข้าใจอยู่
"พรรค พท.ประเมินเรื่องนี้ผิดเพราะคิดง่ายๆว่าพรรค ปชป.ลงเลือกตั้ง กปปส.จะอ่อนแอลง ซึ่งไม่เป็นความจริง พรรค พท.ไม่ได้มองว่าพรรค ปชป.เป็นคู่แข่ง เพราะเลือกตั้งอย่างไร พรรค พท.ก็ชนะ จึงต้องการเลือกตั้งเพื่อฟอกความชอบธรรมโดยไม่สนใจว่าการเลือกตั้งจะมีปัญหาอะไร"
* กกต.เชิญพรรคการเมืองไปหารือในวันที่ 22 เม.ย.จะไปร่วมหารือด้วยหรือไม่
พรรคก็จะไปร่วมหารือและจะชี้ให้ กกต.เห็นปัญหาของบรรยากาศในการเลือกตั้ง ก็จะถามเลยว่าจะหยุดM79 ได้หรือไม่ หยุดบรรยากาศการข่มขู่ได้หรือไม่ ผู้สมัครในต่างจังหวัดก็กลัวในเรื่องเหล่านี้แม้แต่วันเกิดพรรคในวันที่ 6 เม.ย. พรรคต้องการให้ประธานสาขาพรรคมาร่วมงานกันเยอะๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่าคนเหล่านั้นตอบว่าไม่มาเพราะกลัว M79 กลัวตายหมู่ คนต่างจังหวัดมองต่างจากคนในกรุงเทพฯ ไปแล้ว
ขณะเดียวกันพรรคไปพิจารณา กกต.จังหวัดที่ดูแลการจัดการเลือกตั้งส่วนใหญ่มาจากระบบเก่า เป็นข้าราชการเกษียณมีการข่มขู่ คุกคามอยู่ตลอดเวลา ถามว่ามีใครที่จะกล้าลุกขึ้นสู้กับอำนาจรัฐและอำนาจเถื่อนเหล่านี้ได้ใครจะคุ้มครองกกต.จังหวัดได้ พรรคก็จะพูดเรื่องนี้กับกกต. เพราะโจทย์ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการเลือกตั้งคือบรรยากาศการเลือกตั้ง
* ต้องให้คนในสกุลชินวัตร เว้นวรรค ก่อนหรือไม่ พรรค ปชป.จึงจะลงเลือกตั้ง
พรรคจะลงเลือกตั้งหรือไม่ขอบอกว่าไม่เกี่ยวกับคนในตระกูลชินวัตรเลย พรรคสู้กันมาตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปี 2557 เป็นเวลา 13 ปีแล้ว เป็นพรรคเดียวที่พ.ต.ท.ทักษิณ แทรกแซงไม่ได้ ซื้อไม่ได้ และวิกฤตการเมืองครั้งนี้ คนไทยตื่นขึ้นมาแล้วครั้งนี้คงไม่ยอมอะไรง่ายๆ
* นโยบายของพรรคที่จะใช้หาเสียงเลือกตั้ง
การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเน้นนโยบายเรื่องการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง มุ่งแก้ปัญหาความยากจน ปัญหาคอร์รัปชั่น ขุดรากถอนโคนทุนสามานย์ เตรียมปรับการสื่อสารเตรียมมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหารในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทยที่มีคนจัดการมีคนติดป้าย ทำนโยบาย หาทุนให้ ผู้สมัคร สส.เดินพบประชาชนอย่างเดียว แต่ของพรรค ปชป.ผู้สมัครทำเองทุกอย่าง
นอกจากนี้ พรรคก็ยังนำเสนอ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ 100% แต่ในสถานการณ์แบบนี้ พรรคก็มั่นใจว่า อภิสิทธิ์ เป็นผู้นำที่มีความเข้าใจบริบทการเมืองทั้งในและต่างประเทศ
สำหรับทุนนั้น หากเปรียบเทียบกับพรรค พท.แล้วพรรค ปชป.เป็นรองเป็น 1 หมื่นเท่าแต่พรรคไม่ได้คิดว่าเงินเป็นปัจจัยในการตัดสินชนะในการเลือกตั้ง แต่เงินมีความสำคัญที่จะทำให้สาขาพรรค ผู้สมัครของพรรคเดินเข้าหาประชาชนได้ทุกเวลา โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งที่ผู้สนับสนุนของพรรคส่วนใหญ่เข้าใจว่าเงินมีความสำคัญ ตอนเลือกตั้งถ้าไม่ถึงวันเลือกตั้งก็ไม่ค่อยมีใครมาบริจาค พรรคต้องปรับเรื่องนี้โดยจะให้สมาชิกจ่ายเงินสนับสนุนพรรค โดยขณะนี้มีสมาชิก 2.5 ล้านคน หากสมาชิกจ่ายคนละ100 บาทประมาณ 7 แสนคน พรรคจะได้เงินปีละ 70 ล้านบาท ก็จะสามารถ ทำงานเป็นที่พึ่งประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้ เนื่องจากมีสาขาพรรคถึง 174 สาขา
"ผมบอกได้เลยว่า นักธุรกิจและคนในสังคมที่พร้อมช่วยพรรคนั้นมีมาก แต่ก็เจอทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจอสรรพากร ไปกันไม่เป็นเลย นักธุรกิจต้องการช่วยไม่ได้รังเกียจพรรค แต่คู่ต่อสู้ของเราโหดเหี้ยมในการจัดการกับเสี้ยนหนามที่มีความคิดเห็นต่างการเติมคน เติมทุน เติมมืออาชีพเข้าพรรคจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเจอแค่นี้ก็อ้วกแล้ว" จุติ กล่าวทิ้งท้ายn
วิเคราะห์ผิดกันไปว่า ปชป. และ กปปส. เป็นคนสองร่างอยู่ในคนเดียวกัน แต่ความจริงไม่ใช่ อาจจะอยู่ในรถไฟขบวนเดียวกัน แต่การเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางอาจต่างกัน







