posttoday
ศก.โลกส่อเลี้ยงไม่โตวิกฤตยูเครนลาม-อียูเงินฝืดซ้ำ

ศก.โลกส่อเลี้ยงไม่โตวิกฤตยูเครนลาม-อียูเงินฝืดซ้ำ

04 เมษายน 2557

ในช่วงปลายปีที่แล้ว บรรดากูรูเศรษฐกิจชื่อดังหลายสำนักต่างพร้อมใจกันฟันธงว่าปีนี้และปีหน้าเป็นต้นไป

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ในช่วงปลายปีที่แล้ว บรรดากูรูเศรษฐกิจชื่อดังหลายสำนักต่างพร้อมใจกันฟันธงว่าปีนี้และปีหน้าเป็นต้นไป จะกลายเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่สิ้นสุดวิกฤตการเงินโลก การขยายตัวของจีดีพีก็เติบโตไปอย่างกระท่อนกระแท่นมาโดยตลอด

ทว่า หลังจากผ่านพ้นช่วงไตรมาสแรกปีนี้ไปได้ไม่กี่วัน ดูเหมือนว่าความหวังอันเรืองรองว่าเศรษฐกิจโลกในอนาคตจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งได้ทำท่าว่าจะเหือดแห้งลงไปเสียแล้ว หลังจากที่ปัจจัยบวกต่างๆ ที่เก็งกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวของสหรัฐและยุโรป ดูจะไปได้ไม่สวยสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะรายหลังที่กำลังจมกับความเสี่ยงด้านเงินฝืดเล่นงานอย่างหนัก

ล่าสุด คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกมากล่าวในระหว่างการประชุมที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคตอาจเสี่ยงถลำเข้าสู่ช่วง “ขยายตัวได้ต่ำ” แม้ว่าในปีนี้การขยายตัวของจีดีพีจะโตได้มากกว่า 3% ก็ตาม

โดยปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกไม่สามารถกลับมาพุ่งทะยานขึ้นเหมือนเช่นในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟชี้ว่า มาจาก 3 เหตุผลหลักอันประกอบไปด้วย 1) วิกฤตการเมืองในยูเครน 2) ความเสี่ยงจากเงินฝืดในประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งในยุโรปและญี่ปุ่น และ 3) ความผันผวนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

สัญญาณเตือนจาก ลาการ์ด ในข้างต้น ถือว่ามีน้ำหนักให้ทั่วทั้งโลกต้องหันมาเงี่ยหูฟังอย่างยิ่ง เนื่องจากเมื่อนำทุกปัจจัยมาโยงใยเข้าด้วยกันแล้ว อาจส่งผลเลวร้ายมากกว่าที่หัวเรือใหญ่ไอเอ็มเอฟเตือนไว้เสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการถลำเข้าสู่ภาวะถดถอย

โดยเฉพาะปัจจัยจากวิกฤตการเมืองในยูเครน ที่ล่าสุดทำท่าว่าจะลุกลามกลายเป็นการเผชิญหน้ากันของ 2 ขั้วอภิมหาอำนาจโลกไปเสียแล้ว หลังจากที่รัสเซียตัดสินใจออกกฎหมายอ้าแขนรับผนวกรวมดินแดนไครเมียซึ่งเคยเป็นของยูเครน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนหมีขาว

ขณะที่ฝั่งชาติตะวันตก ทั้งสหรัฐ และยุโรป ก็ทยอยออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโต้การผนวกดินแดนไครเมียของรัสเซีย

แนวโน้มการเผชิญหน้าของมหาอำนาจตะวันตกกับรัสเซีย ที่เริ่มจะทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีความเสี่ยงสูงมากที่จะบานปลายไปสู่การเปิดฉากทำ “สงครามเย็นรอบใหม่” ขึ้นบนแผ่นดินยุโรปและลามออกไปทั่วโลก ซึ่งย่อมจะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็เป็นประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพความมั่นคงของโลกอย่างมาก

กรอบการเจรจาความร่วมมือต่างๆ ในโลกนี้หลายอย่าง ทั้งสหรัฐและรัสเซียต่างมีหุ้นส่วนสำคัญในการริเริ่มให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การเจรจาจำกัดศักยภาพผลิตอาวุธนิวเคลียร์อิหร่าน การเจรจาสันติภาพในซีเรีย ไปจนถึงความร่วมมือทางเทคโนโลยีเกี่ยวกับอวกาศ

ดังนั้น หากกรอบการเจรจาเหล่านี้ล่มลงจากผลพวงการเผชิญหน้ากันเองของ 2 ขั้วมหาอำนาจ ย่อมทำให้สถานการณ์โลกถอยกลับเข้าสู่ภาวะความวุ่นวายอีกครั้ง

และยิ่งถ้าหากว่าไม่สามารถเร่งจัดการปัญหาความขัดแย้งของชาติตะวันตกกับรัสเซียได้แล้ว ก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูงทีเดียวที่สงครามเย็นอาจลุกลามบานปลายกลายเป็น “สงครามร้อน” ที่ทั้งสองฝ่ายจะงัดอาวุธถล่มเข้าใส่กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเริ่มมีการเคลื่อนไหวทางการทหารกันแล้ว

ปัจจัยต่อมา ปัญหาเงินเฟ้อทั้งในยุโรปและญี่ปุ่นที่โตต่ำกว่าเป้าที่ต้องการไว้มากจนเสี่ยงจะเกิดปัญหาเงินฝืด ก็เป็นความเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากทั้งคู่เป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีโลก โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (อียู) กว่า 28 ประเทศมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันแล้วใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกเลยทีเดียว ขณะที่ญี่ปุ่น คือประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นที่ 3 ของโลก

ยุโรปถือว่าเริ่มจะขยับเข้าใกล้ปัญหาเงินฝืดมากเข้าไปทุกทีๆ แล้ว หลังจากดัชนีเงินเฟ้อในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่ากลุ่มประเทศยูโรโซนขยายตัวได้ต่ำสุดในรอบ 5 ปี โดยขยายตัว 0.5% เท่านั้น ทำให้หลายคนเริ่มวิตกกังวลว่าวิกฤตหนี้ยุโรปอาจจะกลับขึ้นมาหลอกหลอนซ้ำอีกครั้ง

แม้ว่าดัชนีชี้วัดหลายตัวจะเริ่มบ่งชี้ว่ากลุ่มยูโรโซนเริ่มฟื้นขึ้นแล้วก็ตาม โดยเห็นได้จากดัชนีภาคการผลิตและภาคบริการเดือนสุดท้ายขอดูในไตรมาสแรกปีนี้ที่ทะยานพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี แต่ปัญหา “เงินฝืด” เป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้การฟื้นตัวเหล่านั้นต้องพังทลายลง

เนื่องจาก แม้ว่าในมุมหนึ่งเงินฝืดจะทำให้ระดับราคาสินค้าและบริการลดลงต่อเนื่อง แต่ถือเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างมาก เพราะจะไปทำให้ผู้คนไม่มีแรงจูงใจในการไปหาซื้อสินค้าบริการ เนื่องจากคนจะเลือกเก็บเงินไว้กับตัวเพื่อรอซื้อของที่ถูกลง แต่กลับกลายเป็นการซ้ำเติมและฉุดรั้งไม่ให้วงจรเศรษฐกิจเดินไปข้างเดินหน้า

เหตุเพราะเมื่อผู้ผลิตสินค้าไม่มีแรงจูงใจในการผลิตออกมาขายเนื่องจากคนไม่ยอมซื้อ ก็ย่อมทำให้การลุงทุนและการจ้างงานใหม่ๆ ไม่เกิดขึ้น

ดังนั้น การฟื้นตัวของภาคการผลิตในปัจจุบันของยุโรปจึงอาจกลายเป็นภาพลวงตาของการฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรปไป และในอนาคตก็อาจตกต่ำลง โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับภาวะเงินฝืด

มิหนำซ้ำ ปัญหาเงินฝืดก็ยิ่งทำให้หลายประเทศที่ยังมีหนี้สูงมาก โดยเฉพาะใน กรีซ ไซปรัส โปรตุเกส และสโลวาเกีย ประสบความยากลำบากในการจ่ายคืนหนี้มากขึ้น เนื่องจากยิ่งเวลาผ่านจะยิ่งทำให้คุณค่าของหนี้ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ตรงข้ามกับเงินเฟ้อที่มูลค่าหนี้จะยิ่งลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

ดังนั้น การมุ่งแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ยุโรป และปัญหาการว่างงานซึ่งอยู่ที่ระดับ 11.9% จึงถือเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มประเทศในยูโรโซน และหากว่ายุโรปยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ ก็อย่าไปคาดหวังเลยว่ายุโรปจะกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนหลักให้เศรษฐกิจโลกในอนาคตอันใกล้

ปัจจัยสุดท้าย คือ ความผันผวนจากปัญหาทุนไหลออกในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย อาร์เจนตินา และไทย หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มที่จะเดินหน้าลดการใช้มาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์และพันธบัตรรัฐบาลลงอย่างต่อเนื่องตามแนวโน้มเศรษฐกิจเมืองลุงแซม

จนทำให้เงินทุนร้อนจากที่เคยหลั่งไหลเข้าไปสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ก็กลับกลายเป็นว่าเงินทุนเหล่านั้นก็เริ่มไหลกลับมาสู่สหรัฐและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วแทน

เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่ดูมั่นคงกว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ดูแข็งแกร่งขึ้น ตรงข้ามกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เริ่มเผชิญกับปัญหาการชะลอตัว และปัญหาเงินเฟ้อเล่นงานอย่างหนัก

ดังนั้น เมื่อเฟดเริ่มทยอยลดการอัดฉีดคิวอีลง รวมถึงการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ก็อาจทำให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เคยได้รับประโยชน์จากเงินทุนร้อนเหล่านี้ ต้องพบกับปัญหาอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้ต้นทุนการกู้ยืมพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนยากแก่การชำระหนี้คืน

จากปัญหาทุนไหลออกจนทำให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ต้องสะดุดลง ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้กับเศรษฐกิจโลก เหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงหลังจากเกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2008

ทั้งนี้ ผลสำรวจขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ระบุว่า กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ มีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไม่น้อย โดยปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของจีดีพีโลก ขณะที่ในช่วงทศวรรษที่ 1990 มีอยู่ไม่ถึง 25% ของจีดีพีโลกเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จึงมีนัยสำคัญต่อความเป็นไปของชีพจรเศรษฐกิจโลกไม่น้อยในทุกวันนี้

จึงต้องจับตาว่า ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจโลกจะรับมือกับปัจจัยเหล่านี้อย่างไร เพื่อค้ำยันไม่ให้เศรษฐกิจโลกต้องจมดิ่งอยู่กับภาวะการเติบโตที่ต่ำและกระท่อนกระแท่น หลังจากต้องทนมากว่า 5 ปีเต็มๆ

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69