
เอกชนใหญ่เล็กปรับกลยุทธ์ดิ้นหนีตายพิษศก.รัดเข็มขัดลดรายจ่ายแจกแถมกระตุ้นยอดขาย
ธุรกิจใหญ่เอสเอ็มอีปรับตัวอุตลุด เอาตัวรอดหลังเจอมรสุมเศรษฐกิจกระหน่ำ
ธุรกิจใหญ่เอสเอ็มอีปรับตัวอุตลุด เอาตัวรอดหลังเจอมรสุมเศรษฐกิจกระหน่ำ
นายบุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่นในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกรายได้บริษัทติดลบ 20% เช่นเดียวกับภาพรวมอุตสาหกรรมสินค้าแฟชั่นที่ติดลบ 20% ขณะที่ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคตลาดติดลบ 15% และคาดว่าปีนี้จีดีพีจะไม่เติบโตหรืออาจจะติดลบ จากนี้จึงต้องเน้นการลดต้นทุนอย่างหนักให้ได้ถึง 10% เป็นครั้งแรกในรอบ 43 ปี ที่ต้องรีดต้นทุนค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เพื่อประคองธุรกิจในปีนี้ให้มีรายได้ราว 1.3 หมื่นล้านบาท
นายฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บริษัท บี.กริม กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจอาจจะดูขาลง แต่เอกชนจะอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ ต้องหากลยุทธ์ที่จะผลักดันให้ยอดขายเติบโต โดยธุรกิจของบริษัทที่จะได้รับผลกระทบคือ กลุ่มเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก และกลุ่มไลฟ์สไตล์ (ร้านอาหารและสินค้าแฟชั่น) โดยในกลุ่มเครื่องปรับอากาศได้เตรียมงบทำตลาด 30 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นยอดขาย ทั้งทำหนังโฆษณาและโปรโมชั่น หลังจากช่วงไตรมาสแรกยอดขายเครื่องปรับอากาศยังไม่ดีนัก และจะทำหนังโฆษณาเครื่องปรับอากาศหลังจากที่ไม่ได้ทำมาหลายปี
นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น ระบุว่า จำนวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการเซ็นทรัล เวิลด์ ต่อวันเฉลี่ยอยู่ที่ 1 แสนคน ลดลงจากช่วงปกติที่มีลูกค้าเฉลี่ย 1.2-1.5 แสนคนต่อวัน ทำให้บริษัทต้องหันมาทำกิจกรรมทางการตลาดร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามา และยังจัดจกรรมทางการบริษัทต้องทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทุกวันเฉลี่ยวันละ 34 อีเวนท์ เพื่อสร้างความคึกคึกให้กับศูนย์การค้า
ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นายถู หมิง ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจดีไวซ์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทใช้งบการตลาดกว่า 20 ล้านบาท นำโกลบอลแคมเปญมาจัดที่ประเทศไทย ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจชะลอตัวและการเมืองยังไม่สงบ เพื่อกระตุ้นตลาดและช่วยสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยให้ลูกค้าที่ซื้อสมาร์ทโฟนมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลรถยนต์ เมอร์เซเดส เบนซ์ แพคเกจทัวร์ประเทศฝรั่งเศส และสินค้าแบรนด์เนม เป็นต้น
บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท ปรับแผนหลังจากปีนี้จะไม่เน้นลงทุนคอนโดมิเนียมใหม่ๆ หันไปลงทุนโครงการบ้านแนวราบขนาดเล็กแทน ซึ่งจะทำให้มีรายได้เข้ามาทันที
ขณะที่บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ เปิดเผยว่า ได้จัดกิจกรรมการตลาดอย่างเข้มข้นกว่าก่อนด้วยการออกแคมเปญแรงเพื่อมัดใจลูกค้า ในโครงการลุมพินี เมกะ ซิตี้บางนา โดยวางเงินจอง 4,000 บาท รับส่วนลด 4 แสนบาท จากราคา 1.59 ล้านบาท เหลือ 1.19 ล้านบาท. และโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิตคลอง 1 จองคอนโดราคา 6.49 แสนบาท รับฟรี จักรยานยนต์ฟีโน่
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความเป็นห่วงในขณะนี้มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มเห็นสัญญาณการปลดคนงานแล้ว ในกลุ่มธุรกิจภาคบริการ ร้านอาหาร และโรงแรมบางแห่ง เพราะภาคธุรกิจบริการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ และเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว ทำให้มียอดขายลดลง จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการลดจำนวนแรงงาน ส่งผลให้อัตราการว่างงานในประเทศจะเพิ่มขึ้น และในอนาคตจะมีเอกชนปิดกิจการอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้ ที่เกิดการชุมนุมทางการเมือง หอการค้าไทย ประเมินว่าธุรกิจเอสเอ็มอีจะอยู่ได้ยาวถึง 6 เดือน แต่หากไม่สามารถจดตั้งรัฐบาลได้ อายุของเอสเอ็มอีอาจจะสั้นลง ส่วนภาคธุรกิจรายใหญ่ของประเทศและกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ยังไม่มีการลดแรงงาน แต่อย่างใด เนื่องจากการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศยังเติบโตในระดับที่ดีอยู่
นายธนวรรธน์ ผลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจคความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยเดือนมี.ค.2557 จาก 2,256 ตัวอย่าง พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมี.ค.อยู่ที่ระดับ 68.8 ปรับลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่12 และต่ำสุดในรอบ 149 เดือนนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2544 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองไทยในอนาคต อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวมีโอกาสที่จีดีพีปีนี้จะขยายตัวติดลบหรือขยายตัว0%
ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีความเป็นห่วงกับเหตุการณ์การเมืองในอนาคตซึ่งไม่รู้ทิศทางและไม่มั่นใจจะมีรัฐบาลใหม่ช่วงกลางปีได้หรือไม่ ประกอบกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ชะลอการใช้จ่ายลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยไม่มีสัญญาณฟื้นตัวจนถึงกลางปีนี้
นอกจากนี้การสำรวจถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอนาคต(ใน6เดือนข้างหน้า) ของเดือนมี.ค. ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ66.0ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ183 เดือนหรือ15ปี เนื่องจากเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจในช่วง6เดือนข้างหน้ายังมีความเสี่ยงต่างๆในระบบเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวมปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 อยู่ที่ระดับ 62.9 เนื่องจากยังขาดความเชื่อมั่นกับภาวะการจ้างงานโดยรวมของไทย โอกาสในการหางานทำยังไม่ดีนักโดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดอีก 3 แสนคนในปีนี้ จะหางานได้ช้าลง เพราะสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ภาคธุรกิจมีความเสี่ยงกับการเลิกจ้าง ทั้งๆที่ผู้ประกอบการไม่ต้องการปลดคนงานออกโดยพยายามประคองการจ้างงานไว้ในช่วง36เดือนนี้
สำหรับการสำรวจภาวการณ์ใช้จ่ายของผู้บริโภคเดือนมี.ค. ดัชนีทุกรายการปรับลดลงตามดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ได้แก่ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์ใหม่ปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่12อยู่ที่92.7 ในขณะที่ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านใหม่อยู่ที่ระดับ 58.2 ต่ำสุดในรอบ105เดือน ส่วนดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวอยู่ที่ระดับ69.5 ต่ำสุดในรอบ64เดือน
"สภาพเศรษฐกิจไทยตอนนี้ยังไม่เห็นการฟื้นตัว ซึ่งต้องยอมรับการเมืองมีผลต่อเศรษฐกิจไทย ในขณะนี้กลไกอื่นจากการลงทุน การท่องเที่ยว การส่งออก มีสัญญาณติดลบเกือบทุกตัว และไม่อยากเห็นจีดีพีติดลบเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้ง ส่วนความคาดหวังจะมีรัฐบาลใหม่ในช่วงกลางปีนั้นจะต้องเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ประชาชนยอมรับจึงจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว" นายธนวรรธน์กล่าว
นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจเอสเอ็มอีช่วงไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ในภาวะชะลอตัว จากผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ 500 รายมียอดขายลดลง 50% และมีสัดส่วน 85% ที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง ซึ่งทุกกลุ่มสินค้ามียอดขายลดลงทั้งหมดขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการร้านค้าที่บริเวณตลาดนัดจตุจักร ยอดขายในเดือน มี.ค.ลดลง 50% และจำนวนนักท่องเที่ยว หายไป 90%
ขณะเดียวกัน ประเมินธุรกิจเอสเอ็มอีในไตรมาส 2 ของปีนี้คาดว่าจะอยู่ในภาวะที่ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก เพราะในประเทศยังมีปัจจัยเรื่องการเมือง กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัว ทำให้ความต้องการซื้อสินค้าทุกกลุ่มลดลงกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย ประกอบกับในไตรมาส 2 จะเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ที่มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน เข้าสู่ช่วงเปิดเทอม และเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ส่งผลกระทบต่อยอดขายของเอสเอ็มอี รวมทั้งต้องติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาท และการส่งออกด้วย
นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวจากความไม่แน่นอนทางการเมือง มีผลทำให้สัญญาณการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ไม่ได้เพิ่มจนน่าตกใจ ซึ่งธนาคารมีระบบบริหารความเสี่ยงลูกหนี้และมีมาตรการเข้าไปดูแลลูกค้ากลุ่มนี้ เพื่อไม่ให้กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองโดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ธนาคารจะเข้าไปช่วยทั้งการยืดระยะเวลาชำระ หรือพักชำระหนี้บางส่วน เพื่อให้ลูกค้าที่มีปัญหามีการปรับตัวรองรับสถานการณ์ได้
"ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอเราติดตามลูกค้าใกล้ชิดเป็นพิเศษ หากพบว่าใครเริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้ ก็จะรีบเข้าไปหาและพูดคุยก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ไปดูว่าเราจะช่วยอะไรได้บ้าง ทั้งการลดหย่อน การผ่อนสั้นผ่อนยาว หรือจะปรับโครงสร้างหนี้ เราทำทุกอย่างให้ลูกค้าอยู่ได้ เพราะเราเข้าใจว่าที่เขาเป็นปัญหาเพราะเหตุการณ์ข้างนอกที่ควบคุมไม่ได้" นางกรรณิกา กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้สัญญาณคุณภาพลูกหนี้จะลดลง แต่ธนาคารจะควบคุมเอ็นพีแอลปีนี้ให้อยู่ที่ระดับ 2.14% เท่ากับปีที่แล้ว ซึ่งในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ยังสามารถควบคุมได้ดี และทำให้อัตราการตั้งสำรองเผื่อหนี้เสียยังคงใกล้เคียงกับปีที่แล้วเช่นกันที่ 70-80% ของการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากธนาคารได้ตั้งสำรองสูงเป็นพิเศษตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อรองรับสถานการณ์ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์คาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวเพียง 2%
นางกรรณิกา กล่าวว่า ยอมรับว่าปีนี้การปล่อยสินเชื่อของธนาคารคงไม่เติบโตสูงมากเหมือนกับที่ผ่านมา ซึ่งเดิมแต่ละปีอัตราการเติบโตของสินเชื่อธนาคารจะสูงกว่าระบบเสมอ แต่ปีนี้ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ธุรกิจยังไม่ต้องการเงินกู้ขยายกำลังผลิต ส่วนการบริโภคการใช้จ่ายประชาชนค่อนข้างชะลอลง ดังนั้น ธนาคารจึงปรับยุทธศาสตร์ใหม่โดยตั้งเป้าหมายสินเชื่อรวมเติบโตเท่ากับระบบ หรือ ประมาณ 56% ชะลอลงจากปี 2556 ที่สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์เติบโต 9-10%







