
รมว.สาธารณสุขเตรียมประสานทหารรับผู้บาดเจ็บ
รมว.สาธารณสุข ขอความร่วมมือทุกฝ่าย อำนวยความสะดวกรถพยาบาลที่จะเข้าไปรับผู้บาดเจ็บ เตรียมประสานทหารเสนารักษ์เข้าไปรับผู้บาดเจ็บ ณ จุดเกิดเหตุเพื่อส่งต่อให้รถพยาบาล
รมว.สาธารณสุข ขอความร่วมมือทุกฝ่าย อำนวยความสะดวกรถพยาบาลที่จะเข้าไปรับผู้บาดเจ็บ เตรียมประสานทหารเสนารักษ์เข้าไปรับผู้บาดเจ็บ ณ จุดเกิดเหตุเพื่อส่งต่อให้รถพยาบาล
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รตม.กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมประเมินสถานกาณณ์และเตรียมพร้อมดูแลผู้บาดเจ็บว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. – 15 พ.ค. 2553 ณ เวลา 12.00 น. มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดรวมผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต 1,628 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 47 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 117 ราย อยู่ในไอซียู 14 ราย
ส่วนกรณีที่เกิดเหตุช่วง 2 วัน ตั้งแต่วันที่ 14-15 พ.ค. 2553 ณ เวลา 12.00 น. มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวม 178 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 17 ราย ได้รับบาดเจ็บยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล 78 ราย อยู่ในไอซียู 12 ราย ที่เหลือกลับบ้านแล้ว ทั้งนี้ในช่วงวันที่ 15 พ.ค. 2552 มีผู้บาดเจ็บ 11 ราย เสียชีวิต 1 ราย จากเหตุการณ์ปะทะที่ซอยหมอเหล็ง
นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมรับสถานกาณณ์ต่อไปที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ที่ประชุมในวันนี้สรุปว่า ในส่วนพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ได้การเตรียมพร้อมโรงพยาบาล 46 แห่ง สำรองเตียง 1,000 เตียง พร้อมโรงพยาบาลในเขตปริมณฑล 24 แห่ง สำรองเตียง 1,500-2,000 เตียง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยแฉพาะพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ใช้โรงพยาบาลราชวิถีและโรงพบาลเลิดสินเป็นศูนย์กลางในการรับและคัดแยกผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยที่จะกระจายไปตามโรงพยาบาลต่างๆ ที่เตรียมไว้ในเขตปริมณฑล ซึ่งเตรียมโรงพยาบาลหลักไว้ 4 จุด ได้แก่ พื้นที่ทิศเหนือ โรงพยาบาลอยุธยา ทิศใต้โรงพยาบาลสมุทรสาคร ทิศตะวันออกโรงพยาบาลสมุทรปราการ และทิศตะวันตกโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ทั้งนี้ในภาพรวมได้เตรียมออกซิเจนไว้ประมาณ 1,000 ถัง สำรองเลือด 4,00-5,000 ยูนิต
ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร มูลนิธิต่างๆ ที่เข้ามาช่วยงานสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินในทุกสังกัด จะขอความร่วมมือทุกฝ่ายช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยดูแลรถพยาบาล รถอาสาสมัครของมูลนิธิต่างๆ รวมทั้งบุคลากร และทหารเสนารักษ์ ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่พยาบาลที่จะคอยช่วยผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วย เพื่อส่งต่อไปยังรถพยาบาล ซึ่งหน่วยทหารเสนารักษ์เป็นหน่วยระดับสากลที่ยอมรับเช่นเดียวกับหน่วยกาชาด หน่วยพยาบาลทุกประการ
ในส่วนของรถพยาบาล และรถมูลนิธิ ได้ทำความเข้าใจในความพร้อมที่จะให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฏหมายตรวจสอบว่าได้เข้าไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทางด้านการแพทย์ และพยาบาลเท่านั้น เพราะโดยนโยบายได้มีการพูดกันชัดเจนในที่ประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติว่า จะต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่รับผู้บาดเจ็บเท่านั้น ไม่มีนโยบายให้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่อื่น และหากมีหน่วยงานใดสงสัยต้องสามารถตรวจสอบได้ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย
จากนี้ไปเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิต่างๆ ที่เข้าไปรับผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยในพื้นที่ฉุกเฉิน จะทำงานร่วมกับทหารเสนารักษ์ในการลำเลียงผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยส่งมายังรถพยาบาล ซึ่งจะมีการประสานงาน และทำความเข้าใจอีกครั้ง เพื่อดูแลผู้บาดเจ็บให้ดีที่สุด นายจุรินทร์ กล่าวในที่สุด







