
ความท้าทายขององค์กรธุรกิจในการช่วยเหลือสังคมอย่างปราศจากความเคลื่อนไหว
เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ผมได้มีโอกาสเขียนถึงมุมมองในการทำกิจกรรม CSR ที่ผมคิดว่าเราทุกคน โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจควรเปลี่ยน โดยผมเคยให้ความเห็นไว้ว่า การที่ยังมีประเด็นปัญหาของมนุษยชาติในด้านสังคมและเศรษฐกิจอยู่อีกมากที่ยังรอการได้รับความช่วยเหลือหรือแก้ปัญหา ก็เพราะเรายังยึดติดกับมุมมองแบบ “Stereotype” กันอยู่
เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ผมได้มีโอกาสเขียนถึงมุมมองในการทำกิจกรรม CSR ที่ผมคิดว่าเราทุกคน โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจควรเปลี่ยน โดยผมเคยให้ความเห็นไว้ว่า การที่ยังมีประเด็นปัญหาของมนุษยชาติในด้านสังคมและเศรษฐกิจอยู่อีกมากที่ยังรอการได้รับความช่วยเหลือหรือแก้ปัญหา ก็เพราะเรายังยึดติดกับมุมมองแบบ “Stereotype” กันอยู่
Stereotype ที่ผมหมายความก็คือ การที่ “องค์กรธุรกิจ” มักถูกมองว่าเป็นสัตว์ร้ายของโลกทุนนิยม และทำให้องค์กรที่เปี่ยมล้นไปด้วยศักยภาพนี้ น้อยครั้งนักที่จะได้รับความไว้วางใจและโอกาสจากสังคมในการริเริ่มจัดการปัญหาทางสังคมต่างๆ ด้วยแนวคิดของตัวเอง และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากการที่องค์กรธุรกิจทำตัวแบบ Passive ก็คือการที่ความพยายามและทรัพยากรส่วนมากจะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ลดความเสี่ยง และลดแรงปะทะทางสังคม พูดกันแบบง่ายๆ ก็คือ กิจกรรม CSR หลักๆ ขององค์กรธุรกิจโดยมากก็จะถูกโฟกัสไปที่ประเด็นความเสี่ยงทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ กระบวนการผลิตสินค้า และ Supply Chain ของตนเท่านั้น ผมเชื่อครับว่ามีหลายองค์กรที่สลัดพ้น Stereotype ดังกล่าวได้ แต่ผมก็เชื่อว่าส่วนมากยังติดกับดักนี้อยู่
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ในเมื่อกิจกรรม CSR ถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ในบางเรื่อง กิจกรรมนั้นๆ ก็จะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดระดับท้องถิ่นในรูปแบบของชุมชนสัมพันธ์ รวมไปถึงการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ในระดับประเทศเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่สวยงาม ทั้งกิจกรรม ทรัพยากร รวมถึงงบประมาณที่ถูกส่งต่อไปในรูปของเงินบริจาคต่างๆ ถูกนำส่งด้วยวัตถุประสงค์แอบแฝงอย่างแนบเนียน
ผมไม่ได้กำลังพูดถึงเฉพาะประเทศไทยนะครับ แต่ผมกำลังจะบอกว่าแนวคิดแบบนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก แม้กระทั่งองค์กรธุรกิจใหญ่ๆ ระดับโลกหลายๆ รายที่เราเห็นกันว่ามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในเชิงธุรกิจก็ยังสลัดไม่พ้น นี่คือความจริงของ “ปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์กรธุรกิจกับประเด็นทางสังคม” ที่ควรได้รับการแก้ไข และเป็นสิ่งที่ผมมีโอกาสเรียนรู้และทำความเข้าใจในช่วง 34 ปีที่ผ่านมา จากการได้ร่วมงานกับยูนิเซฟ
ผมเชื่อว่าทุกท่านคงทราบดีอยู่ว่า ยูนิเซฟเป็นองค์กรที่ดูแลงานที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กทั่วโลก ดูแลพัฒนาการ การศึกษาพื้นฐาน ความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ เช่น การได้รับการศึกษาของเด็กหญิง การปกป้องเด็กจากความรุนแรง การทารุณทำร้ายเด็ก การใช้แรงงานเด็ก โรคเอดส์ที่ติดต่อมาถึงเด็ก รวมถึงการพิทักษ์สิทธิของเด็กด้วย และประเด็นหนึ่งที่ยูนิเซฟให้ความสำคัญก็คือ การดำเนินงานด้านสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินทางธรรมชาติและที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์ หรือจะมีความซับซ้อนเพียงใด โดยยูนิเซฟจะมีภารกิจในการช่วยชีวิตเด็กและให้การคุ้มครองสิทธิของเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทั้งในด้านสาธารณสุขและโภชนาการ น้ำและสุขาภิบาล การคุ้มครองการศึกษา และเอชไอวี/เอดส์
ถ้าท่านผู้อ่านติดตามข่าว จะทราบว่ายูนิเซฟได้ประกาศระดมทุนเกือบ 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมประจำปี 2557 แก่ผู้คนกว่า 85 ล้านคน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นเด็ก 59 ล้านคน ที่กำลังเผชิญกับความขัดแย้ง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และสถานการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ ใน 50 ประเทศ ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ ซึ่งน่าจะสืบเนื่องมาจากความรุนแรงและการแพร่หลายของปัญหาต่างๆ ที่ขยายตัวมากขึ้นทุกวัน รวมถึงปัญหาเดิมที่ยังไม่สิ้นสุด
ถ้าท่านผู้อ่านเคยร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือฉุกเฉินดังกล่าว และเคยได้ทำความเข้าใจกับการนำเงินบริจาคไปใช้ จะพอทราบว่ายูนิเซฟต้องการเงินทุนซึ่งไม่ได้ระบุไว้ว่าจะนำไปใช้เฉพาะโครงการใดโครงการหนึ่ง หรือสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งใดแห่งหนึ่ง โดยยูนิเซฟจะใช้เงินทุนนี้ในการนำความช่วยเหลือไปสู่ประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ขาดเงินทุน หรือที่ซึ่งความต้องการมีมากที่สุด นอกจากนี้ เงินทุนนี้จะช่วยให้ยูนิเซฟสามารถเสนอทางออกมิติใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และบูรณาการโครงการฟื้นฟูเร่งด่วนในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความรุนแรง ซึ่งในหลายกรณีมีผลกระทบต่อหลายประเทศในเวลาเดียวกัน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมิได้เป็นเช่นนั้นหรอกครับ ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายองค์กรธุรกิจที่นำส่งเงินบริจาค โดยระบุชัดเจนว่าต้องการให้นำไปใช้ในประเด็นใดประเด็นหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งผมคงไม่ขอยกตัวอย่าง
แต่ที่แย่กว่านั้น จากที่ผมได้เรียนรู้จากการร่วมเดินทางกับยูนิเซฟไปยังประเทศเลบานอน เพื่อดูผลกระทบของสงครามกลางเมืองซีเรียที่ทำให้เด็กๆ หลายแสนคนต้องกลายเป็นผู้อพยพ ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ครับว่า ความคุกรุ่นของประเด็นขัดแย้งทางเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ สังคม นอกเหนือจากส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองที่นำมาซึ่งการอพยพลี้ภัยของผู้คนจำนวนมหาศาลแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเจตนาและปริมาณของความช่วยเหลือที่ถูกส่งต่อให้กับคนเหล่านี้อีกด้วย
อะไรทำให้ผมพูดเช่นนี้ ท่านผู้อ่านลองมองไปรอบๆ ตัวดูสิครับ ประเด็นความขัดแย้งในเรื่องเหล่านี้ยังคงปรากฏให้เราเห็นอยู่ต่อเนื่อง บางเรื่องเป็นความขัดแย้งที่ฝังรากลึกมานานเป็นหลายสิบหรือหลายร้อยปี ดังนั้นเราจึงยังคงเห็นการปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือจากประเทศ กลุ่มประเทศ หรือองค์กร ต่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เพียงเพราะทั้งสองฝ่ายเคยมี หรือยังมีปมขัดแย้งอันใดอันหนึ่งตกค้างอยู่ ดังนั้นจึงมิใช่เรื่องง่ายสำหรับองค์กรกลางอย่างยูนิเซฟในการระดมเงินทุนช่วยเหลือฉุกเฉินจากประเทศ กลุ่มประเทศ และองค์กรยักษ์ใหญ่บางแห่งที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามเรื่องตรงนี้ได้
สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ นอกเหนือจากปัจจัยแอบแฝงทางผลประโยชน์ธุรกิจแล้ว เรากำลังมองเห็นประเด็นความขัดแย้งทางสังคม ความเชื่อ ศาสนา ทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการตัดสินใจให้ความช่วยเหลืออีกด้วย ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างมาก เพราะความช่วยเหลือที่แท้จริงไม่ควรมีข้อผูกมัดใดๆ ควรเป็นอะไรที่เกิดจากความตั้งใจจริงในการช่วยเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นใคร ที่ไหน เชื่อในสิ่งที่ไม่เหมือนกับเรา ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าความช่วยเหลือดังกล่าวจะถูกนำส่งให้กับองค์กรกลางที่มีระบบการตรวจสอบและควบคุมที่ผ่านการทดสอบแล้ว รวมทั้งมีผู้สอบบัญชีจากภายในและภายนอกตรวจสอบการดำเนินงานอย่างละเอียดและสม่ำเสมอ การให้ความช่วยเหลือดังกล่าวยิ่งเป็นเรื่องที่ควรทำ
ผมมีความคิดว่า ความแตกต่างทางความเชื่อ ศาสนา เชื้อชาติ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้สังคมของมนุษย์มีความหลากหลาย ไม่ใช่เพื่อให้เกิดความแตกแยก ดังนั้นผมในฐานะตัวแทนองค์กรธุรกิจรายหนึ่ง อยากร้องขอให้เราทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ มองความช่วยเหลือเป็นการให้ที่ไม่ต้องมีการผูกมัดใดๆ อยากชี้ชวนให้องค์กรธุรกิจรายอื่นๆ ก้าวข้ามเรื่องเหล่านี้ให้ได้ และนำส่งความช่วยเหลือให้กับผู้ที่ประสบกับความเดือดร้อนจริงๆ อย่างปราศจากอคติใดๆ ทั้งสิ้นครับ







