
ความจริงพลังงาน
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เรื่องพลังงานถูกนำขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะประเด็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกันเองอย่างรุนแรงระหว่างฝ่าย กปปส.ฝ่ายหนึ่ง กับอีกฝ่ายคือ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีต รมว.พลังงาน และอานิก อัมระนันทน์ ภรรยา อดีต สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีการให้ข้อมูลกล่าวโทษกันไปมาอย่างสับสน จนถึงขนาดจะมีการฟ้องร้องกัน ผู้เขียนจึงอยากเสนอข้อมูลพร้อมหลักคิดที่น่าพิจารณาดังนี้
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เรื่องพลังงานถูกนำขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะประเด็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกันเองอย่างรุนแรงระหว่างฝ่าย กปปส.ฝ่ายหนึ่ง กับอีกฝ่ายคือ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีต รมว.พลังงาน และอานิก อัมระนันทน์ ภรรยา อดีต สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีการให้ข้อมูลกล่าวโทษกันไปมาอย่างสับสน จนถึงขนาดจะมีการฟ้องร้องกัน ผู้เขียนจึงอยากเสนอข้อมูลพร้อมหลักคิดที่น่าพิจารณาดังนี้
เรื่องแรกเป็นเรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้น ที่มักจะมีการใส่ความกันเสมอว่าเป็นของคนโน้นคนนี้ถือหุ้นใหญ่ ความจริงคือ บริษัท ปตท. มีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ กระทรวงการคลัง ถืออยู่ 51.11% กองทุนวายุภักษ์ 1 ถือหุ้นอยู่ 14.9% ซึ่งกองทุนวายุภักษ์นี้ก็อยู่ในการควบคุมของกระทรวงการคลัง ซึ่งเมื่อรวมแล้วมีสัดส่วนประมาณ 65% ที่เหลือเป็นของนักลงทุนรายย่อยที่กระจายในตลาดหลักทรัพย์ เรื่องนี้สามารถยืนยันได้จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะเป็นข้อมูลที่เปิดเผย แต่หลายคนกลับเลือกที่จะเชื่อในข่าวลือที่ใช้โจมตีกันมากกว่า
การที่กระทรวงการคลังถือหุ้น ปตท.เกิน 50% ทำให้ ปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจ และหนี้ของ ปตท.ที่มีอยู่หลายแสนล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่ดีเพราะ ปตท.มีรายได้และกำไรที่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้อยู่แล้ว ต้องถูกนำเข้ามารวมในหนี้สาธารณะของประเทศ ดังนั้นแนวความคิดที่จะให้กระทรวงการคลังขายหุ้นออกไปให้กับกองทุนวายุภักษ์อีก 2% เพื่อให้ ปตท.ไม่ต้องเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่กระทรวงการคลังก็ยังมีสิทธิควบคุมอยู่ และหนี้ของ ปตท.ก็ไม่ต้องมารวมกับหนี้สาธารณะของประเทศ น่าจะเป็นเรื่องที่ควรนำมาพิจารณา เพราะจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศลดลง และรัฐสามารถกู้เงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเพิ่มขึ้นได้ โดยไม่ต้องห่วงการมีหนี้สาธารณะเกินสัดส่วนที่กำหนดไว้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นประชาชนต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องดังกล่าวให้ดีเสียก่อน มิเช่นนั้นจะถูกนำไปบิดเบือนเป็นการขาย ปตท.ไป และรัฐจะต้องนำเงินไปลงทุนในเรื่องที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ อย่าให้เหมือนกับเงินกู้ไทยเข้มแข็งที่ประชาชนไม่ทราบเลยว่าได้ประโยชน์อะไร
เรื่องที่สอง จากการโจมตีของอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อาจจะขึ้นมาเป็นผู้นำของพรรคในอนาคตได้ ที่บอกว่า ปตท.ผูกขาด ทำให้ราคาน้ำมันแพง ดังนั้นจึงอยากให้อภิรักษ์ได้ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทยก่อนที่จะพูดอะไรที่จะทำให้หมดความน่าเชื่อถือได้ ซึ่งอภิรักษ์สามารถสอบถามข้อมูลจากอานิกที่อยู่ในพรรคเดียวกันได้ว่า ราคาน้ำมันไทยประกอบด้วย ราคาเนื้อน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือภาษาอังกฤษเขาเรียกง่ายๆ ว่า Road Tax (ภาษีถนน) เพื่อนำไปสร้างถนนให้กับรถวิ่ง ในประเทศที่เจริญแล้วจะมีการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันนี้สูงมาก เพราะถนนประเทศเขาดีต้องลงทุนมาก ซึ่งหากจำกันได้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิตของน้ำมันดีเซล จนทำให้ถึงตอนนี้ก็ยังจัดเก็บไม่ได้ ซึ่งรถที่ใช้ดีเซลส่วนใหญ่คือรถบรรทุก ใช้ถนนมากสุดกลับไม่โดนเก็บภาษีเพื่อทำถนน และราคาน้ำมันอีกส่วนก็เป็นการเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันแทนที่จะใช้รักษาระดับราคาน้ำมันไม่ให้ผันผวน กลับถูกนำมาใช้ในการสนับสนุนราคาก๊าซกันอยู่ โดยราคาก๊าซที่ขายอยู่ในปัจจุบันต่ำกว่าราคาก๊าซที่นำเข้ามามาก ดังนั้นขั้นตอนการลอยตัวราคาก๊าซของกระทรวงพลังงานจึงเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งก็ต้องช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย ดังนั้น ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่จะให้ลดราคาน้ำมันเบนซินทุกชนิดลง 5 บาทนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะจะต้องเลิกเก็บภาษีสรรพสามิตและก็ไม่ต้องสร้างถนนกันแล้ว และอยากให้อภิรักษ์ได้ศึกษาก่อนที่จะพูดโจมตีตามกระแส ธุรกิจจำหน่ายน้ำมันของ ปตท. แม้จะมียอดขายสูง แต่กำไรที่ได้จากธุรกิจนี้ของ ปตท.มีไม่มากนัก และหากราคาน้ำมันผันผวนก็อาจจะขาดทุนได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นการนำน้ำมันจากต่างประเทศเข้ามากลั่นเพื่อจำหน่าย
กำไรของ ปตท.ส่วนใหญ่มาจาก ปตท.สผ. ซึ่งเป็นการสำรวจและผลิตพลังงาน และพีทีที โกลบอลเคมิคอล ซึ่งเป็นบริษัทปิโตรเคมีขนาดใหญ่ โดยทำกำไรจากก๊าซที่ขุดได้จากอ่าวไทยที่นำมาเข้าโรงแยกก๊าซเพื่อนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม
เรื่องที่สาม ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบ และมักจะมีข้อโจมตีเสมอว่าประเทศไทยขุดก๊าซได้เอง แต่ทำไมประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ความจริงคือ นอกจากประชาชนจะได้ใช้พลังงานในราคาที่เหมาะสมแล้ว รัฐยังมีรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียม โดยปี 2554 และ 2555 มีรายได้ปีละมากกว่าหนึ่งแสนสี่หมื่นล้านบาท โดยนำส่งกระทรวงการคลังเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศ แต่ปีที่แล้วปริมาณก๊าซที่ขุดได้ลดลง 10% ส่งสัญญาณว่าก๊าซในอ่าวไทยกำลังจะหมดลง โดยคาดว่าจะมีปริมาณเหลือเวลาให้ใช้ได้อีกเพียง 7 ปีเท่านั้น และก็จะต้องนำเข้าก๊าซ LNG มาใช้แทน ซึ่งราคาจะแพงกว่าเป็นเท่าตัว ซึ่งจะทำให้ราคาไฟฟ้าแพงขึ้นในอัตราเดียวกัน เพราะประเทศไทยพึ่งก๊าซในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 67% ดังนั้นคนไทยอาจจะต้องเตรียมใช้ไฟฟ้าราคาแพง เมื่อก๊าซในอ่าวไทยหมดลง
การจะโจมตีเรื่องใดก็อยากจะให้ศึกษาให้ละเอียดก่อน มิเช่นนั้นประเทศจะเสียหาย ขอต่อสัปดาห์หน้าครับ







