posttoday
ประชานิยมสุดโต่งทำชาติล้าหลัง

ประชานิยมสุดโต่งทำชาติล้าหลัง

01 เมษายน 2557

หลังจากระบบการเมืองไทยได้พัฒนาขึ้นมาจนถึงระดับของการแข่งขันกันในเชิงนโยบาย เพื่อมัดใจประชาชน

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

หลังจากระบบการเมืองไทยได้พัฒนาขึ้นมาจนถึงระดับของการแข่งขันกันในเชิงนโยบาย เพื่อมัดใจประชาชน โดยมีเป้าหมายเพื่อชนะการเลือกตั้ง นโยบายประชานิยมได้ถูกพัฒนาขึ้นมาบรรจุอยู่ในนโยบายของทุกพรรคการเมือง

ต้นตำรับของนโยบายประชานิยม ที่มักจะถูกพูดถึงอยู่เสมอคือนโยบายเงินผัน ในรัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี แต่นโยบายเงินผันของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติได้มากเท่ากับนโยบายประชานิยมในปัจจุบัน

นโยบายประชานิยมที่ถูกตีปี๊บมากๆ และใช้เงินมากมายกลายมาอยู่ในสมัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาพร้อมนโยบายมัดใจชาวบ้าน เช่น กองทุนหมู่บ้าน 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ธนาคารคนจน การใช้เงินนอกงบประมาณโดยใช้ธนาคารของรัฐเป็นเครื่องมือ เป็นต้น จนได้รับการขนานนามว่า “ทักษิโณมิกส์”

ประชานิยมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำเนินการ ถูกทัดทานจากนักวิชาการและนักธุรกิจอย่างมากมาย แต่การดำเนินนโยบายก็ดำเนินต่อไป จนเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกยึดอำนาจ รัฐบาลขิงแก่เข้ามาบริหารประเทศ และชำระบัญชีประชานิยมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทิ้งมรดกไว้ให้ประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท ต้องตั้งเงินงบประมาณแผ่นดินมาชดเชยการขาดทุนครั้งนี้

หลังจากโมเดลทักษิโณมิกส์ถูกใจชาวรากหญ้าจนติดกันงอมแงม ก็เป็นรูปแบบให้พรรคการเมืองอื่นดำเนินการตาม ต่างออกนโยบายเกทับบลัฟแหลก หวังชนะการเลือกตั้งจากคู่แข่ง

โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า สิ่งที่กังวลจะเป็นเรื่องของผลกระทบจากโครงการประชานิยมที่เริ่มออกฤทธิ์ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจไทย และแรงกดดันเรื่องนี้จะมีไปเรื่อยๆ

ทั้งนี้ พรรคการเมืองต่างๆ จะพยายามหานโยบายประชานิยมมานำเสนอให้ประชาชนชื่นชอบ หวังชนะการเลือกตั้ง โดยไม่ได้คิดทางฝั่งรายได้ว่ากระทรวงการคลังจะหาเงินมาให้ใช้ได้หรือไม่ ถ้ารายได้ไม่พอก็จะต้องกู้เงินมาใช้ หากกู้ไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็จะเกิดปัญหา ขาดดุลงบประมาณไม่มีที่สิ้นสุด

ตัวอย่างที่ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ อดีตรองนายกฯ และ รมว.อุตสาหกรรม ในรัฐบาลขิงแก่มองนั้น เพราะเห็นว่าการใช้นโยบายประชานิยมของรัฐบาลในช่วงหลังๆ เริ่มเกินพอดี

“ประชานิยมไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่อะไรที่มากเกินพอดีจะไม่สมดุล ในที่สุดก็จะสร้างปัญหา” อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าว

หากพิจารณาจากการใช้เงินไปกับโครงการประชานิยมนั้น รัฐบาลของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ใช้นโยบายประชานิยม อาทิ การแจกเช็คช่วยชาติแรงงานคนละ 2,000 บาท การอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 30 บาท โครงการประกันราคาข้าว แต่ความเสียหาย หากเทียบกับประชานิยมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วเทียบกันไม่ติด

แค่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด ที่รัฐบาลไม่ยอมเคลียร์บัญชีต่อสาธารณะ แต่นักวิชาการประเมินว่าขาดทุนไปแล้วประมาณ 45 แสนล้านบาท

โครงการอุดหนุนราคาน้ำมัน รถเมล์ รถไฟฟรี ลดภาษีเงินได้ให้กับนิติบุคคล และกับการจ่ายค่าแรงวันละ 300 บาท ที่เรียกได้ว่าได้ไม่คุ้มเสีย โครงการคืนภาษีสรรพสามิตรถยนต์คันแรก เป็นต้น

โฆสิต กล่าวว่า หากยังไม่หยุดทำโครงการในลักษณะอย่างนี้เศรษฐกิจไทยไม่มีทางที่จะขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพได้ เพราะรัฐบาลจะมองแค่ระยะสั้น ไม่ได้มองที่การวางพื้นฐานระยะยาว ทำให้เศรษฐกิจโต แต่กลวง และไม่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพียงพอจะรองรับความผันผวนที่จะได้รับจากเศรษฐกิจโลก หรือรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้

“สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นก็คือ ทุกพรรคการเมืองควรจะหันหน้ามาคุยกัน การแข่งทำประชานิยมอาจจะดีสำหรับนักการเมือง แต่ไม่ดีสำหรับประเทศชาติ ควรจะคุยกันว่านโยบายที่จะออกมาต้องไม่ทำลายขีดความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะยาว” โฆสิต กล่าว

อย่างไรก็ดี ข้อเสนอของอดีตรองนายกฯ คงไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายการเมือง จากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นใหม่ในเร็วๆ นี้ พรรคการเมืองก็ยังคงชูประชานิยมในการหาเสียงอยู่

สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในประเทศไทย จะต้องมีการปรับปรุงให้สังคมมีความเท่าเทียมในเรื่องการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น ต้องมีการปฏิรูประบบการคลัง ได้แก่ การปฏิรูประบบภาษี และปรับปรุงการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อให้มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ในเรื่องการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในสังคมมากขึ้น

ความเป็นห่วงของนักวิชาการ เรื่องการใช้นโยบายประชานิยมที่เกินพอดีนั้น ไม่ได้เกิดจากความวิตกจริต แต่เกิดจากการเห็นผลของการดำเนินนโยบายดังกล่าวแล้วว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เติบโตแต่ไม่ยั่งยืน เมื่อหยุดการกระตุ้นตัวเลขจีดีพีก็จะลดลงมา เติบโตไม่เกิน 3%

ในรอบ 45 ปีที่ผ่านมา จีดีพีของไทยขยายตัวได้สูง 45% ไม่นานก็จะต้องปรับลดลงมา เพราะใช้การเติบโตจากการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ซึ่งจะมาพร้อมกับตัวเลขหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ในที่สุดแล้วก็จะหมดแรงเมื่อหนี้สูงจนก่อหนี้เพิ่มไม่ได้อีกแล้ว เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

“หากไม่เลิกทำประชานิยมอย่างสุดโต่ง ในที่สุดแล้วประเทศจะล้าหลัง เพราะแทนที่จะนำเงินไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ปรับโครงสร้างการผลิต ปรับโครงสร้างประเทศ กลับนำเงินมาละลายในโครงการที่ไม่ได้สร้างประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเราอาจจะได้เห็นในไม่นานนี้ก็ได้” โฆสิต กล่าว

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี