
ศึกคว่ำบาตรป่วนศก.โลกฟื้นตัวสะดุด/ตลาดเกิดใหม่
ต้องยอมรับเลยว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบันพลิกผันไปอย่างรวดเร็วมาก จนหลายคนแทบจะตั้งตัวไม่ติด
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ต้องยอมรับเลยว่าสถานการณ์โลกในปัจจุบันพลิกผันไปอย่างรวดเร็วมาก จนหลายคนแทบจะตั้งตัวไม่ติด โดยเฉพาะความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก ที่จากเดิมมองว่าปีนี้จะเป็นขวบปีที่สดใส ก็กลับกลายเป็นความไม่แน่นอน ทั้งๆ ที่เพิ่งจะก้าวพ้นเข้าใกล้สู่เดือนที่ 4 ของปีนี้เท่านั้น
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจัยใหม่ๆ ที่เข้ามาสั่นคลอนและกีดขวางแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีขึ้นมาใหม่ไม่เว้นในแต่ละวัน โดยเฉพาะปัจจัยความตึงเครียดจากวิกฤตการเมืองยูเครนที่ล่าสุดได้ลุกลามกลายเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างสองขั้วมหาอำนาจโลกไปแล้ว ระหว่างฝ่ายรัฐบาลตะวันตกนำโดยสหรัฐและยุโรปกับฝ่ายรัสเซีย หลังจากที่รัฐบาลกรุงมอสโกตัดสินใจผนวกดินแดนไครเมียของยูเครนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย
ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักพากันหวั่นวิตกว่าอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสั่นคลอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ เนื่องจากแม้จะเป็นไปได้น้อยมากที่ตะวันตกกับรัสเซียจะเผชิญหน้ากันทางการทหารโดยตรง แต่ก็เริ่มมีสัญญาณชัดเจนแล้วว่าทั้งสองฝ่ายอาจจะพากันงัดอาวุธทางเศรษฐกิจเข้าห้ำหั่นกันมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยในฟากสหรัฐและยุโรปได้รวมหัวกันประกาศตีฆ้องร้องป่าวรายวันว่าจะยกระดับความเข้มข้นในการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านพลังงาน หากรัฐบาลแดนหมีขาวยังคงทำมึนไม่ถอนทหารออกจากไครเมีย
ขณะที่ฟากของรัสเซียก็ไม่น้อยหน้า พร้อมขู่กลับอีกว่าพร้อมที่จะเปิดหน้าสู้กับการใช้มาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกชนิดตาต่อตาฟันต่อฟันเช่นกัน
ทั้งนี้ หากมีเดินหน้าคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจระหว่าง “มหาอำนาจตะวันตก” กับ “รัสเซีย” จริง เชื่อแน่ว่าทั้งสองฝ่ายคงจะต้องเจ็บตัวไม่น้อยไปกว่ากัน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนในการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจระหว่างกันค่อนข้างสูงทีเดียว
โดยเฉพาะยุโรปที่คาดว่าจะเจ็บตัวมากกว่าใครเพื่อน เพราะยุโรปพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียค่อนข้างมาก หรือคิดเป็น 20% ของการบริโภคพลังงานทั้งหมด ขณะนักธุรกิจที่เยอรมนีในฝั่งตะวันออกของประเทศ ก็มีสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แนบแน่นกับรัสเซียไม่น้อย ดังนั้น การคว่ำบาตรรัสเซียจึงอาจทำให้การฟื้นตัวจากวิกฤตของยุโรปต้องสะดุดลงก็เป็นได้
ส่วนสหรัฐนั้น แม้ว่าจะไม่ได้มีส่วนพึ่งพาเศรษฐกิจรัสเซียมากเหมือนยุโรป แต่ผลจากการที่บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่แห่งเมืองลุงแซมหลายบริษัทได้เข้าไปลงทุนในรัสเซียเป็นจำนวนมาก ทั้ง เจเนอรัล อิเล็กทริกส์ และโบอิง อาจทำให้การแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจต่อแดนหมีขาวกลายเป็นผลเสียต่อเอกชนและนักลงทุนของสหรัฐเสียเอง
ล่าสุด ทำให้ผู้บริหารระดับสูงกว่า 100 คน จากหลายบริษัทในสหรัฐต้องลุกขึ้นมาเคลียร์ปัญหากับทาง ชัก เฮเกล รัฐมนตรีกลาโหม ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เลยทีเดียว
แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่นักวิเคราะห์วิตกกังวลนั้นไม่ได้อยู่ที่มาตรการทางเศรษฐกิจที่จะยกมาห้ำหั่นกัน เพราะสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ความร่วมมือในกรอบเวทีระหว่างประเทศที่มีสหรัฐและรัสเซียเป็นหุ้นส่วนสำคัญอาจได้รับผลกระทบกระเทือนไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น การเจรจาแก้ไขปัญหาโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน การเจรจายุติสงครามกลางเมืองในซีเรีย ซึ่งทั้งหมดนี้นับเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงของโลกที่มีความสำคัญ
ขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ ทาง เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ออกมาขู่ผ่านสำนักข่าวอินเตอร์เฟ็กซ์แล้วว่า การเผชิญหน้าระหว่างตะวันตกและรัสเซียอาจทำให้รัฐบาลมอสโกหันมาใช้การเตรียมการเจรจาด้านนิวเคลียร์กับอิหร่านตอบโต้ เพื่อแก้เผ็ดการที่ตะวันตกรุมลงโทษรัสเซีย
หากกรอบความร่วมมือเหล่านี้สะดุด หรือล้มเหลวลง แน่นอนว่าย่อมทำให้นักลงทุนต้องหวาดวิตกอีกครั้ง เพราะจะกลายเป็นปัญหาการเมืองและความมั่นคงระดับโลกไปในทันที และนั่นอาจฉุดให้เศรษฐกิจโลกถึงขั้นถอยหลังเข้าสู่ภาวะถดถอยได้เลยทีเดียว
โดย แอลเลน ไซไน นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัท ดีซิสชันอีโคโนมิกส์ อิงค์ คาดการณ์ว่ามีโอกาสถึง 10% ที่เศรษฐกิจโลกอาจถอยหลังเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยมีปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดทางการเมืองโลกระหว่าง “มหาอำนาจตะวันตก” กับ “รัสเซีย”
หากปัญหาการเมืองลุกลามกลายเป็นความไร้เสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ เชื่อแน่ว่านักลงทุนน่าจะตัดสินใจเทขายทิ้งสินทรัพย์เสี่ยงและวิ่งเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยกว่าหรือมีความเสี่ยงต่ำ เช่น ทองคำ หรือการถือเงินสดไว้แทน เพราะเป็นธรรมดาหากเมื่อเกิดความไม่แน่นอน นักลงทุนก็มักจะวิ่งโผเข้าหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ
โดยผลสำรวจนักลงทุนทั่วโลกที่เป็นระดับผู้จัดการกองทุน 241 คน ของแบงก์ออฟ อเมริกัน เมอร์ริลลินซ์ เมื่อวันที่ 7-13 มี.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า สัดส่วนการถือครองเงินสดในพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค.ปีที่แล้ว
สอดรับกับทิศทางของตลาดหุ้นของสหรัฐในช่วงสัปดาห์ที่แล้วที่ร่วงลงติดกันหลายวัน หลังจากที่ระเบียบโลกที่กำหนดโดยสหรัฐโดนท้าทายโดยรัสเซีย
นอกจากนี้ ยิ่งเมื่อปัญหาความตึงเครียดจากการเผชิญหน้าของชาติมหาอำนาจ มาบวกรวมเข้ากับความผันผวนทางการเมืองในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีแววว่าจะเกิดขึ้นในหลายประเทศพร้อมๆ กันในปีนี้
เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งขึ้น ทั้งใน บราซิล อินโดนีเซีย และอินเดีย อาจทำให้นักลงทุนยิ่งหวาดวิตกกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่ดูมีความเสี่ยงสูงอีกด้วย
นับเป็นการซ้ำเติมภาวะทุนไหลออกของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ให้ต้องชอกช้ำระกำทรวงมากขึ้นไปอีก หลังจากที่ปัจจุบันธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มทยอยลดการอัดฉีดมาตรการเข้าซื้อคืนสินทรัพย์และพันธบัตรรัฐบาล (คิวอี) ลงเรื่อยๆ และเริ่มส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในครึ่งปีหลังของปี 2015 แล้ว
จึงอาจได้เห็นนักลงทุนพากันแห่ถอนทุนออกจากตลาดหุ้นและพันธบัตรในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เพื่อกลับไปหาผลตอบแทนที่มั่นคงกว่าในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น มากยิ่งขึ้น
ปัจจัยความวิตกกังวลต่อสถานการณ์การเมืองความมั่นคงของโลกที่ดูไม่แน่นอนกำลังกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่างๆ ให้การติดตาม โดยผลสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนชื่อดังแม็คคินซีย์ ระบุว่า ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชนกว่า 1,403 คน ระบุว่า รู้สึกวิตกกังวลต่อความตึงเครียดทางการเมืองโลก และอาจทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจโลกในปีนี้ได้รับผลกระทบตามไปด้วย
“ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จากวิกฤตในยูเครน กอปรกับความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองภายใน กำลังสร้างปัญหาและความยากลำบากแก่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศ โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ” เอสวาร์ ปราซาด นักวิจัยอาวุโสจากบรูคกิง อินสติวชันแนล กล่าว
โจอาคิม เฟล์ธ นักเศรษฐศาสตร์จากมอร์แกนสแตนเลย์คาดการณ์ว่าความไร้เสถียรภาพของโลก โดยเฉพาะจากประเด็นการเลือกตั้งในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มนี้ลดลงมาเหลือที่ 4.7% ในปีนี้ จากเดิมที่เล็งไว้ว่าจะเติบโตได้ถึง 5%
จึงนับเป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายต้องจับตาดูเป็นอย่างยิ่ง เพราะเกมการเมืองโลกที่พลิกผันไปอย่างรวดเร็วหนนี้กำลังทำให้เศรษฐกิจโลกจากเดิมที่เก็งกันว่าจะฟื้นตัวขึ้น โดยมีสหรัฐกับยุโรปเป็นแกนนำให้กลับมายืนอยู่บนความเสี่ยงอีกครั้ง







