
แก้กม.เพิ่มคุณภาพชีวิตคนเมือง
หากมองเมืองไทยในภาพรวม ไม่ว่าจะแตะไปที่เรื่องไหน ก็ล้วนจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่โครงสร้างการเมืองที่กำลังขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้ ไปจนถึงเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ไม่เว้นแม้แต่ในเมืองใหญ่ที่อาจมีรายได้สูงกว่าต่างจังหวัด แต่ก็มีปัจจัยต่างๆ กดดันสร้างความตึงเครียดสูงตามไปด้วย
หากมองเมืองไทยในภาพรวม ไม่ว่าจะแตะไปที่เรื่องไหน ก็ล้วนจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่โครงสร้างการเมืองที่กำลังขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้ ไปจนถึงเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ไม่เว้นแม้แต่ในเมืองใหญ่ที่อาจมีรายได้สูงกว่าต่างจังหวัด แต่ก็มีปัจจัยต่างๆ กดดันสร้างความตึงเครียดสูงตามไปด้วย
จากรายงานของคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ซึ่งจัดทำในปี 2554 ให้ข้อมูลว่า ในปี 2493 มีประชากรในเขตเมือง 17% ของประชากรทั้งประเทศ แต่ตัวเลขปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 34% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 47% ในปี 2570
การที่คนจำนวนมากมากระจุกตัวในเมือง ส่งผลให้มีปัญหาตามมา ทั้งปัญหาจราจร ภาระค่าใช้จ่ายด้านที่พักสูง ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด ปัญหาขยะ มลภาวะทั้งทางอากาศ ทางเสียง ทางน้ำ และทัศนอุจาด จากอาคารและป้ายโฆษณาที่รกรุงรังไปทั่ว ฯลฯ
คปร.ได้จัดทำร่างข้อเสนอการปฏิรูปเพื่อคุณภาพชีวิตของคนในเมือง โดยมีข้อเสนอหลักๆ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.การกระจายอำนาจ ให้ถ่ายโอนอำนาจตัดสินใจของราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้แก่ท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระในการแก้ปัญหาของตัวเองอย่างแท้จริง รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนงบประมาณท้องถิ่นให้ถึง 35% โดยเร็ว ขณะเดียวกันควรยุบกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้เป็นเพียงคณะกรรมการอยู่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีแทนที่จะอยู่กับกระทรวงมหาดไทย
2.การกำหนดทิศทางการพัฒนาเพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างเมืองและชนบท โดยกำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพิ่มการพัฒนาชนบทในด้านต่างๆ เช่น ระบบบริการสาธารณสุข การพัฒนาสถานศึกษา ระบบสวัสดิการสังคมในชุมชน การดูแลผู้สูงอายุผู้พิการ ตลอดจนต้องพัฒนากลไกเพิ่มรายได้ให้แก่ภาคชนบท เช่น การสร้างงานในชนบท การปรับปรุงราคาพืชผลทางการเกษตรให้ทัดเทียมกับราคาสินค้าอุตสาหกรรมและบริการ เป็นต้น
3.ลดการพัฒนาที่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และการกระจายการพัฒนาไปยังเมืองรอบนอกอย่างเป็นระบบ โดยหาแนวทางลดขนาดกรุงเทพฯ ทั้งด้านกายภาพและบทบาทในด้านต่างๆ เช่น จำกัดการขยายตัวของศูนย์ความเป็นเลิศ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ศูนย์บริการทางการแพทย์ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ฯลฯ แล้วสนับสนุนให้สร้างศูนย์เหล่านี้ในเมืองหลักหรือเมืองรองในภูมิภาคอื่นๆ แทน
ขณะเดียวกัน ต้องพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการขนส่งมวลชนระหว่างเมือง เพื่อเชื่อมต่อกับเมืองหลักในภูมิภาค และกำหนดเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในเมืองหลัก เมืองรอง และเมืองรอบนอก ให้มีมาตรฐานคุณภาพชีวิตทัดเทียมกันโดยเร็วที่สุด
4.พัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ วางทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาให้เป็นรูปธรรมชัดเจน เปิดให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทุกระดับเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาเมือง ประเมินผล และดูแลรักษาเมืองร่วมกัน
นอกจากนี้ ยังต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์การวางผังเมือง โดยคืนอำนาจการวางผังเมืองให้แก่ประชาชนแต่ละเมือง ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นกลไกหลักในการวางผัง เน้นการใช้พื้นที่ของเมืองเพื่อสร้างความเป็นธรรม คุณภาพชีวิต และสังคมวัฒนธรรมที่ดี มากกว่ามุ่งพัฒนาวัตถุหรือความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ตลอดจนยุติการไล่รื้อชุมชน โดยไม่มีการแสวงหาทางออกหรือแผนรองรับให้แก่ชุมชนที่ถูกไล่รื้อ และต้องสร้างกลไกบรรเทาผลกระทบอย่างเป็นธรรม
ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องปฏิรูปที่ดินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยนำที่ดินรัฐ รัฐวิสาหกิจ หน่วยราชการหรือกองทัพ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาสร้างที่อยู่อาศัยและชุมชนสำหรับผู้มีรายได้น้อย สร้างพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เรียนรู้ของสาธารณชนในเขตเมือง ตลอดจนไม่อนุญาตให้หน่วยราชการนำพื้นที่ทางราชการไปแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ
นอกจากนี้ ต้องใช้มาตรการด้านภาษีและกฎหมายเพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน มีการตั้งกองทุนเพื่อซื้อที่ดินเพื่อประโยชน์สาธารณะ และควบคุมอัตราค่าเช่าสำหรับที่ทำกินต่างๆ ให้เหมาะสมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ถือครองที่ดินและผู้ไม่มีที่ดินทำกินในเขตเมือง
คปร.ยังเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองและสิ่งแวดล้อม อาทิ ปรับปรุง พ.ร.บ.ควบคุมอาคารให้คลุมประเด็นคุณภาพสิ่งแวดล้อมเมือง เพิ่มความสำคัญของผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรมต่อชุมชนในการทำรายงานอีไอเอ สร้างกลไกภาษี อาทิ พื้นที่เกษตร พื้นที่สีเขียว ควรเสียภาษีน้อยกว่าพื้นที่ปลูกสร้างอาคารที่มีการใช้พลังงานสูง ส่งผลต่ออุณหภูมิของเมือง เป็นต้น







