
ปชป.บริบทเดิมไม่ลงเลือกตั้ง
เข้าสู่จุดวัดใจครั้งสำคัญของ “ประชาธิปัตย์” ว่าจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งใหม่หรือไม่ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
เข้าสู่จุดวัดใจครั้งสำคัญของ “ประชาธิปัตย์” ว่าจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งใหม่หรือไม่ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมาเป็นโมฆะ เพราะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 108 วรรค 2 เนื่องจากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งในวันเดียวกันได้ โดยยังมีอีก 28 เขต ที่ไม่มีผู้สมัคร
เงื่อนไขสำคัญรอบนี้อยู่ที่ หากประชาธิปัตย์ยืนยันจะไม่ส่งผู้สมัครอีกครั้ง อาจจะถือเป็นครั้งที่สองต่อเนื่องจากเมื่อครั้งเลือกตั้งวันที่2 ก.พ. และนั่นย่อมอาจมีผลให้ประชาธิปัตย์ต้องถูกยุบพรรค
เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง โดยมาตรา 91 (2) ระบุว่าพรรคการเมืองจะสิ้นสภาพความเป็นพรรคเมื่อ “ไม่ส่งผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้งติดต่อกัน หรือเป็นเวลา 8 ปีติดต่อกัน สุดแต่ระยะเวลาใดยาวกว่ากัน”
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ในพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้แสดงความเป็นห่วงมากนัก เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลผูกพันต่อทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น ได้วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะเท่ากับการเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้นทำให้การบอยคอตการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมาไม่ถูกนับเป็นครั้งที่ 1
อีกทั้งมาตราดังกล่าวซึ่งให้อำนาจนายทะเบียน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ชี้ขาดการสิ้นสภาพพรรคการเมืองแล้ว แต่อีกด้านก็ยังเปิดช่องให้หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณายกเลิกคำสั่งดังกล่าวได้ แต่ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องที่ประชาธิปัตย์ควรจะเอาต้นทุนความเป็นพรรคเก่าแก่อายุ 67 ปีมาเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังอยู่ในบริบทเดิมๆ เงื่อนไขเดิม คงเป็นเรื่องยากที่ประชาธิปัตย์จะตัดสินใจเปลี่ยนท่าทีมาส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง จากที่เคยให้เหตุผลประกอบการไม่ส่งผู้สมัครรอบที่แล้วว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ทางออก และเห็นด้วยกับการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
ยิ่งล่าสุด สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศเดินหน้าคัดค้านการเลือกตั้งต่อเนื่องไปถึงครั้งหน้าที่จะเกิดขึ้น และนัดวันเคลื่อนไหวใหญ่ 29 มี.ค.นี้
แม้ที่ผ่านมา กปปส. และประชาธิปัตย์จะพยายามประกาศตัดขาดความสัมพันธ์ ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่สภาพความจริง ปรากฏชัดว่าทั้งสองฝั่งไม่อาจตัดขาดกันได้ เพราะอดีต สส. ประชาธิปัตย์ ได้แวะเวียนไปร่วมขึ้นเวที กปปส.ต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแกนนำพรรคคนอื่นๆ ยังคงไปร่วมกิจกรรมกับ กปปส.อยู่บ่อยครั้ง
ดังนั้น หากรอบนี้ประชาธิปัตย์เปลี่ยนท่าทีมา ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ย่อมมีปัญหาต่อคะแนนเสียงที่จะได้รับ เพราะฐานเสียงของประชาธิปัตย์และผู้สนับสนุน กปปส.ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดียวกัน เมื่อ กปปส.ประกาศคัดค้านการเลือกตั้ง ย่อมทำให้คะแนนที่จะไปเลือกผู้สมัครจากประชาธิปัตย์ต้องลดลงไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ในทางกลับกัน การส่งผู้สมัครของประชาธิปัตย์ย่อมทำให้น้ำหนักการเคลื่อนไหวของกปปส.ต้องลดลงไป การจะเดินหน้าเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลรักษาการลาออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดให้มีรัฐบาลประชาชนมา “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง” ย่อมทำได้ยากหากประชาธิปัตย์ที่ถือเป็นตัวแปรสำคัญกระโดดเข้าสู่สนามเลือกตั้ง
ที่สำคัญหากประชาธิปัตย์มีมติส่งผู้สมัครรอบนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลชี้แจงเป็นที่รับฟังให้ได้ว่าทำไมถึงเปลี่ยนท่าทีจุดยืนมาส่งผู้สมัคร เมื่อสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่แตกต่างจากในอดีต รวมไปถึงยังไม่เห็นสัญญาณใดๆ ว่าจะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย อันจะนำไปสู่การแก้ไขพาประเทศหลุดพ้นวังวนความขัดแย้งที่เป็นอยู่ได้
แต่อีกด้านหนึ่งชัดเจนแล้วว่าการเคลื่อนไหวของ กปปส. นานเกือบ 5 เดือน ไม่อาจเดินหน้าสู่เป้าหมาย สร้างแรงกดดันให้นายกฯลาออกจากรักษาการ เปิดทางตั้งรัฐบาลประชาชนได้ การที่ยื้อต่อไปเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
ยิ่งเวลานี้ ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ฝืนดึงดันจัดการเลือกตั้ง ท่ามกลางสัญญาณความรุนแรง ซึ่งนอกจากจะนำไปสู่ความสูญเสียเหมือนที่ผ่านมา แล้วยังจะทำให้งบประมาณต้องเสียเปล่าอีกด้วย หากบรรยากาศยังเป็นเช่นนี้โอกาสที่จะพาประเทศหลุดพ้นวิกฤตย่อมตีบตันลงไป
การเลือกตั้งรอบใหม่จึงจะเป็นประตูสำคัญพาประเทศออกจากวังวนขัดแย้งนี้ เหลือเพียงแค่การทำบรรยากาศและเงื่อนไขให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
แม้จะยื่นเงื่อนไขแบบเป็นไปไม่ได้ให้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปเจรจากับ สุเทพ แถมถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบรายละเอียดว่าจะเดินหน้าเลือกตั้งกันไปแบบไหน แต่ อภิสิทธิ์ ก็ยังส่งสัญญาณว่า การจะทำให้การเลือกตั้งดำเนินไปอย่างเรียบร้อยนั้นจะต้องไปผูกโยงกับโจทย์ปฏิรูป
นั่นอาจหมายถึงการสร้างเงื่อนไขว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นการเลือกตั้งเพื่อหาทางออก และรัฐบาลที่ได้รับเลือกเข้ามานั้นมีภารกิจเพียงแค่การทำการปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ก่อนจะเปิดให้กลับมาเลือกตั้งอีกครั้ง
หากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้การตัดสินใจกระโดดเข้าสู่การเลือกตั้งเป็นไปได้มากขึ้น ซึ่งในการประชุมวันที่ 29 มี.ค.ของประชาธิปัตย์นี้น่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นว่าประชาธิปัตย์จะเลือกเดินไปทางใด







