
สมรภูมิรบ...ถล่มเศรษฐกิจอัมพาต
...ทีมข่าวการเงิน
โศกนาฏกรรมการเมืองที่กลับมาบานปลายในขณะนี้ กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยจมลึกไปกว่าที่เป็นอยู่
กรุงเทพฯ กลายเป็นสมรภูมิรบ มากกว่าสมรภูมิทางธุรกิจ
โดยเฉพาะถนนสีลมกลายเป็นถนนที่ขมขื่นที่สุดในประเทศไทย
เมื่อพ่อค้าแม่ค้าในสีลมต้องอมทุกข์มาเป็นเวลาเกือบ 1 เดือน
เริ่มตั้งแต่ม็อบเสื้อแดงประกาศจะยกพลมาปิดสีลม ต่อด้วยการลอบวางระเบิดจนมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก
ทำให้ทหารต้องปิดล้อมถนนสีลมเต็มพิกัด...
ผู้ประกอบการในย่านนั้น ต่างอยู่ในภาวะลักปิดลักเปิด
ธุรกิจ
“ช็อปปิ้ง” ในย่านนั้น หากไม่ปิดกิจการชั่วคราว ก็ต้องนั่งตบยุงกันเป็นทิวแถวส่วนธุรกิจแยกราชประสงค์แม้จะถูกปิดตายกว่า 1 เดือน แต่เมื่อรัฐบาลเริ่มออกมาตรการเยียวยาจะชดเชยให้ทั้งค่าจ้างพนักงานและค่าเช่าแผง ก็ทำให้ความรู้สึกของคนย่านดังกล่าวใจชื้นขึ้นไม่มากก็น้อย
ล่าสุด ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ประกาศมาตรการเข้มข้น ด้วยการเพิ่มการปิดแยกเศรษฐกิจยกแผง
ไล่ตั้งแต่ราชเทวี ถนนเพชรบุรี ถนนมิตรสัมพันธ์ ถนนวิทยุ ถนนพระราม 4 แยกสามย่าน ถนนพญาไท ถนนพระราม 1 จนถึงปทุมวัน และถนนราชปรารภถึงมักกะสัน
พร้อมกันนั้น ศอฉ.ยังขอความร่วมมือให้ออฟฟิศและห้างร้านแถวนั้นหยุดดำเนินการเท่าที่จำเป็น
เท่ากับว่า
“สี่แยกทางเศรษฐกิจ” ของประเทศไทยถูกปิดตายเกือบทั้งหมดหมายความว่า ชีพจรของกรุงเทพฯ ในช่วง 12 วันนี้อาจต้องหยุดเต้นชั่วคราว
โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติตอนนี้หายหมดจด จากเดิมที่อัตราการเข้าพักอยู่จิ๊บจ๊อยที่ 5%
ตอนนี้น่าจะเหลือ 0% ไปโดยปริยาย!!
ขณะที่ธุรกิจด้านค้าปลีกโดยเฉพาะแผงลอย ร้านค้ารายย่อย ร้านกาแฟต่างๆ ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ
ส่วนห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ไม่ต้องพูดถึงหัวทิ่มมาตั้งแต่เดือน เม.ย.แล้ว
มูลค่าความเสียหายทางตรงเกิดขึ้นแน่ๆ อย่างน้อย 1 หมื่นล้านบาท
ไม่นับความเสียหายต่อเนื่องจากผู้ผลิตสินค้า หรือซับพลายเออร์ที่ต้องส่งมอบสินค้าเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้า
รวมถึงผู้ผลิตสินค้าที่ต้องป้อนให้ร้านค้ารายเล็กรายน้อยอีกเยอะแยะ
เบ็ดเสร็จแล้วงานนี้ต้องมีความเสียหายกว่า 1 แสนล้านบาท
และทุกวินาทีที่ผ่านไป โดยที่การชุมนุมยังคงยืดเยื้อ ไม่จบลงไปตามแผนปรองดองของนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ยิ่งทำให้มูลค่าความเสียหายหนักหน่วงรุนแรงมากกว่าที่คาดคิดไว้
และเมื่อรัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอีก 15 จังหวัด
โดยเฉพาะจังหวัดที่มีแกนนำเสื้อแดงหลักๆ ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่าสัญญาณความรุนแรงอาจขยายวงเพิ่มขึ้นอีก
แน่นอนว่าเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคยิ่งเสียหายตามไปด้วย
แม้จีดีพีในอีสานหรือภาคกลางจะไม่สูงเท่ากับในพื้นที่กรุงเทพฯ
แต่ก็มองข้ามไม่ได้เพราะพื้นที่ต่างจังหวัดก็คือหัวรถจักรย่อยๆ หลายๆ ตัวที่ขับเคลื่อนประเทศไทยไปพร้อมๆ กัน
หากหัวรถจักรใดหยุดเดินเครื่องไป ก็ยิ่งทำให้หัวรถจักรอื่นๆ อาจสะดุดหยุดลงเป็นลูกโซ่
เพราะต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สลับไปมาระหว่าง
“ชนบทเลี้ยงเมือง” และ “เมืองเลี้ยงชนบท”ขณะที่ภาคการส่งออกดูเหมือนจะเป็นสาขาธุรกิจเดียวที่ไม่เกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมือง
โดยตัวเลขล่าสุดพบว่าการส่งออกเติบโตถึง 40%
แต่ก็วางใจไม่ได้เพราะมีข่าวแว่วๆ ว่าลูกค้าต่างชาติเริ่มหันมามองสถานการณ์บ้านเมืองไทยที่วุ่นวาย
เกรงว่าสั่งสินค้าไปแล้วจะไม่สามารถส่งมอบได้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ออร์เดอร์ใหม่อาจตะกุกตะกักบ้าง
แต่โชคช่วยตรงที่เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐกลับยังดีมาก ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้สินของกรีซเท่าไหร่นัก
ถ้าจะมีฮีโร่ทางเศรษฐกิจในขณะนี้ ก็คือ
“ภาคส่งออก” ที่ยังช่วยประคับประคองคนในชาติไว้ได้แม้รายได้ที่เกิดขึ้นจากการส่งออกยังไม่สามารถชดใช้ค่าเสียหายจากการปิดแยกราชประสงค์ทั้งหมด
แต่ก็ยังดีกว่าที่ประเทศไทยจะไม่ได้อะไรติดมือเลย ในช่วงที่เศรษฐกิจ
“แกนหลัก” เป็นอัมพาตอย่างทุกวันนี้






