
ผลของวิกฤตการเมืองกับเศรษฐกิจไทยปี 2557?
ในวันที่ 19 มี.ค. 2557 ที่ผ่านมา ทางคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า ได้มีการจัดสัมมนาเรื่อง “ผลของวิกฤตการเมืองกับเศรษฐกิจไทยปี 2557 และปัญหาราคาน้ำมันไทย : ความจริงคืออะไร?” โดยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2557 ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมจะกล่าวถึงในวันนี้ครับ
ในวันที่ 19 มี.ค. 2557 ที่ผ่านมา ทางคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า ได้มีการจัดสัมมนาเรื่อง “ผลของวิกฤตการเมืองกับเศรษฐกิจไทยปี 2557 และปัญหาราคาน้ำมันไทย : ความจริงคืออะไร?” โดยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2557 ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมจะกล่าวถึงในวันนี้ครับ
โดยปกติทิศทางเศรษฐกิจไทยจะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ เนื่องจากบทบาทของภาคการส่งออก ทั้งโดยขนาดต่อจีดีพีและโดยธรรมชาติที่มีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและค่าเงินบาท ในขณะที่ปัจจัยด้านการจ่ายเพื่อการบริโภคทั้งภาครัฐและเอกชนที่ผ่านมา มีลักษณะที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ และขยายตัวในอัตราปกติสม่ำเสมอ
ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2556 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีลักษณะตรงข้ามกับภาวะปกติ กล่าวคือ ผลจากวิกฤตการเมืองส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนในประเทศชะลอตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความยืดเยื้อของการชุมนุม และการที่ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาล หรือมีทิศทางการปฏิรูปที่ชัดเจน ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ในขณะที่การส่งออกกลับเป็นปัจจัยที่พยุงเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น โดยรวมคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะมีการขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 3ต่อเนื่องอีกปี (ปี 2556 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.9 หรือหากใช้ข้อมูลที่ปรับฤดูกาลจะขยายตัวร้อยละ 2.8)
โดยผลของวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2556 ถึงปัจจุบัน ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในด้าน 1) รายจ่ายภาครัฐบาล และ 2) ความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจ ซึ่งกระทบทั้งการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน
จากการวิเคราะห์โดย NIDA Macro Model คาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 เศรษฐกิจจะชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 4/2556 ตามวิกฤตการเมือง ซึ่งทำให้อัตราการขยายตัวต่ำในระดับร้อยละ 1.4 ส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจน่าจะกระเตื้องขึ้นหากการเมืองเริ่มคลี่คลาย โดยคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.8 ดังนั้นคาดว่าทั้งปี 2557 เศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราร้อยละ 2.6
ในองค์ประกอบของจีดีพีทั้งหมด ตัวแปรหลักที่น่าจะมีการขยายตัวสูงสุดในปี 2557 ได้แก่ การส่งออก โดยคาดว่าปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการ (รวมรายได้จากการท่องเที่ยว) จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ขยายตัวร้อยละ 4.2 โดยอัตราการขยายตัวจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 เนื่องจาก 1) การฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีส่งสัญญาณเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และลดยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE Tapering) อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ที่มีผลต่อการส่งออกสินค้าของไทย 2) การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงครึ่งหลังของปี โดยหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออก (ราคาปัจจุบันในสกุลเงิน US dollar) คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5 ซึ่งดีกว่าในปี 2556 ซึ่งมูลค่าการส่งออกหดตัวร้อยละ 0.1
ส่วนปัจจัยที่มีการชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ประกอบด้วยรายจ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะรายจ่ายด้านการลงทุน ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.5 และรายจ่ายเพื่อการบริโภคคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.1 โดยในช่วงครึ่งแรกของปี คาดว่ารายจ่ายภาครัฐ ทั้งสองด้านนี้จะชะลอตัวลงทั้งคู่ (ร้อยละ 0.5 และ 5.2 สำหรับการบริโภคและการลงทุนภาครัฐ ตามลำดับ)
คาดว่ารายจ่ายเพื่อการบริโภคภาครัฐจะขยายตัวมากที่สุดในไตรมาส 4 (ร้อยละ 6.1) และรายจ่ายเพื่อการลงทุนขยายตัวร้อยละ 21.8 ในไตรมาส 3 เนื่องจากผลของปีฐานที่ต่ำมากในช่วงไตรมาส 3/2556 ในขณะที่รายจ่ายเพื่อการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะมีรูปแบบคล้ายกัน คือ ชะลอตัวในครึ่งแรกของปี และจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี โดยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในช่วงครึ่งแรก คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 1.7 และ 8.1 ตามลำดับ
ในครึ่งหลังของปีจะปรับตัวดีขึ้นตามการเมืองที่น่าจะเริ่มคลี่คลายในช่วงไตรมาส 2 โดยคาดว่าทั้งปี 2557 การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 1.8 และ 1 ตามลำดับ โดยการชะลอตัวของการบริโภคการลงทุนภาครัฐและเอกชนในช่วงครึ่งแรกของปี และการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 นี้ ตั้งอยู่บนข้อสมมติว่าปัญหาการเมืองจะยืดเยื้ออีกประมาณ 12 เดือน และจะได้ข้อยุติภายในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งปัจจุบันการยกเลิกการปิดพื้นที่สาธารณะ และการย้ายสถานที่ชุมนุมมาที่บริเวณสวนลุมพินี สามารถช่วยได้เฉพาะด้านความปลอดภัย ซึ่งมีผลต่อการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายบริโภคภาคเอกชนบางส่วนเท่านั้น
ส่วนด้านการลงทุนยังคงได้รับผลจากปัญหาความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ ดังนั้นการลงทุนจึงเป็นปัจจัยที่คาดว่าจะมีการฟื้นตัวช้าที่สุด นอกจากนี้การปรับตัวของสินค้าคงคลังคาดว่าจะลดระดับลง หลังจากที่มีการสะสมเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงในปี 25552556 โดยคาดว่าทั้งปี 2557 น่าจะปรับลดลงประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท (ณ ราคาปี 2531) ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2557 ชะลอตัวลง
นอกจากนี้ ในการประเมินผลจากปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั้งจากวิกฤตการเมืองที่อาจจะยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ หรือแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่น่าจะดีขึ้นเร็วและช้ากว่าที่คาด ทำให้กำหนดสถานการณ์เสี่ยงที่อาจทำให้เศรษฐกิจปรับตัวดี หรือแย่กว่ากรณีปกติที่กล่าวถึงข้างต้น (จีดีพีขยายตัวร้อยละ 2.6) ได้ดังต่อไปนี้
Scenario 1 : ปัญหาการเมืองมีการยืดเยื้อต่อเนื่องถึงครึ่งหลังของปี 2557 และยังไม่มีการตกลงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล และแนวทางการปฏิรูปในช่วงครึ่งแรกของปี คาดว่าจะทำให้ GDP Growth ลดลงเหลือร้อยละ 1.9
Scenario 2 : ปัญหาการเมืองมีการยืดเยื้อต่อเนื่องถึงครึ่งหลังของปี 2557 เหมือนในสถานการณ์ที่ 1 และเจอปัญหาซ้ำซ้อนจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด GDP Growth จะปรับตัวลงเหลือร้อยละ 1.4
Scenario 3 : ปัญหาการเมืองไม่ยืดเยื้อ และมีข้อตกลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 เหมือนในกรณีพื้นฐานและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด GDP Growth จะขยายตัวได้ร้อยละ 3.1
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2557 มีสูงมาก ช่วงไตรมาส 2 ซึ่งจะถึงนี้ จะมีความสำคัญไม่เฉพาะด้านการเมือง แต่รวมถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยอีกด้วย ซึ่งผลที่เกิดขึ้นซึ่งน่าเป็นห่วงกว่าการขยายตัวของจีดีพีในปี 2557 ก็คือ ผลต่อเนื่องต่อการลงทุน ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และการลงทุนเพิ่มศักยภาพการผลิตของภาคเอกชน รวมถึงการลงทุนทางตรงต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว สุดท้ายผมหวังว่าปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศจะคลี่คลายในทางที่ดี และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยึดถือประโยชน์ที่มีต่อประเทศโดยรวมเป็นสำคัญในการตัดสินใจทางการเมืองครับ







