posttoday
ดอกเบี้ยโลกจ่อขึ้นกดดันธปท.

ดอกเบี้ยโลกจ่อขึ้นกดดันธปท.

21 มีนาคม 2557

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา แทบจะกลายเป็นกระสุนด้าน เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ตอบรับสัญญาณดอกเบี้ยขาลงน้อยมาก

ธนาคารใหญ่ลดดอกเบี้ย 2 ขา ทั้งเงินฝากและเงินกู้แค่ 0.125% เท่านั้น ซึ่งแทบไม่มีผลอะไรต่อตลาดเลย เนื่องจากธนาคารไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจที่ดูท่าจะแย่จากปัญหาการเมือง หากลดดอกเบี้ยลงไปแต่สินเชื่อไม่ขยายตัว ทำให้กำไรลดลงเปล่าๆ

ทุกธนาคารได้พากันหั่นเป้าหมายสินเชื่อลงหมดแล้ว หลังจากที่เห็นตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ม.ค.แย่ลงทุกด้าน ทั้งส่งออก การลงทุน การบริโภค ซึ่งเป็นสัญญาณจากเศรษฐกิจถดถอย นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบาย

การลดดอกเบี้ยที่ถูกมองว่าเป็นเพียงการ “พยุงเศรษฐกิจ” มากกว่าจะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ ฉะนั้นเมื่อปัจจัยในประเทศไม่เอื้ออำนวย จึงถูกนักเศรษฐศาสตร์คาดหมายว่า ในการประชุม กนง.ครั้งต่อไป มีโอกาสที่ กนง.จะลดดอกเบี้ยลงอีกครั้ง การขับเคลื่อน จึงถูกคาดหมายต่อทันทีว่าจะต้องมีการหั่นครั้งที่ 2 ตามมาภายในปีนี้

หาก กนง.ลดดอกเบี้ยลงอีกครั้ง คงจะถูกใจฝ่ายการเมือง แต่สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว อาจจะต้องคิดหนัก เพราะดอกเบี้ยของไทยกลายเป็นขาลง ในขณะที่ดอกเบี้ยโลกกำลังจะปรับเป็นขาขึ้นเพื่อช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยเดินเครื่องไปได้อย่างแท้จริงภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงรวมไม่ต่ำกว่า 0.5% หรือไม่ต่ำกว่า 0.75% หากนับรวมการหั่นดอกเบี้ยสุดเซอร์ไพรส์ในเดือน พ.ย. ปี 2556 ที่ผ่านมาด้วย

เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งหมาดๆ ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยเฟดคาดว่าอาจปิดฉากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ได้ในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ และอาจจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ในอีก 6 เดือนถัดไป

หมายความว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำติดดินของสหรัฐที่ระดับ 00.25% ณ เวลานี้ อาจได้รับการปรับขึ้นภายในเดือน เม.ย.พ.ค.ปีหน้า หรือเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ว่าจะเป็นช่วงปลายปีเดียวกัน ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณของ “ทิศทางดอกเบี้ยโลกขาขึ้น” เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่เกิดวิกฤตการณ์ในภาคการเงินโลกขึ้นเมื่อปี 2551 เป็นต้นมา

แม้จะชัดเจนว่า เฟดจะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ เนื่องจากภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงโดยเฉพาะการบริโภคภายในยังไม่ฟื้นตัวในระดับที่แข็งแกร่งเพียงพอ แต่การส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น อาจนำไปสู่การไหลออกของเงินทุนต่างชาติในปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นับจากที่เริ่มเกิดภาวะทุนไหลออกตั้งแต่กลางปี 2556 ที่ผ่านมา นำไปสู่ความผันผวนของตลาดการเงิน และอาจกระทบต่อเสถียรภาพของค่าเงินบาท

“เมื่อสหรัฐส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย จะเริ่มเห็นเงินทุนต่างชาติไหลออกเรื่อยๆ ตั้งแต่กลางปีนี้ ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า เงินเฟ้อสูงขึ้น ตลาดเงินจะผันผวน ซึ่งในภาวะปกติจะต้องขึ้นดอกเบี้ยสกัด แต่ที่น่าสนใจ คือ เศรษฐกิจบ้านเราจะฟื้นตัวได้ทันสถานการณ์หรือไม่ เพราะอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่เศรษฐกิจไม่มีปัญหา ก็พร้อมขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐทันทีหากมีเงินไหลออก แต่สำหรับประเทศไทยยอมรับว่าเป็นโจทย์ที่ยาก” อมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าว

หากพิจารณาเปรียบเทียบด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก จะพบว่า นอกจากเวียดนามที่เพิ่งลดดอกเบี้ยไป 0.5% ในรอบเกือบหนึ่งปีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ประเทศไทยคือประเทศเดียวในภูมิภาคที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยขาลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นับตั้งแต่เดือน ส.ค. ปี 2556 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ไทยนับเป็นชาติเดียวที่ลดดอกเบี้ยมาแล้ว 2 ครั้ง รวม 0.5% สวนทางกับอินโดนีเซียและอินเดีย ที่ขึ้นดอกเบี้ยรวมแล้วหลายระลอกเพื่อรั้งทุนต่างชาติ ในขณะที่หลายประเทศเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ย เพื่อรอดูทิศทางของสหรัฐก่อน ส่วนนิวซีแลนด์นั้นนับเป็นชาติแรกของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ประเดิมทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ไปสู่ระดับ 2.75% เมื่อกลางเดือนนี้ โดยมีออสเตรเลียส่งสัญญาณเตรียมพร้อมไปในทิศทางเดียวกัน

ปารีณา พ่วงศิริ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า นโยบายดอกเบี้ยที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างทิศทางของไทยและของโลก จะส่งผลให้นักลงทุนยิ่งโยกย้ายเงินลงทุนกลับประเทศมากขึ้น เพราะแม้ว่าต่างชาติจะเริ่มขนเงินออกจากไทยและตลาดเกิดใหม่ไปตั้งแต่กลางปีที่แล้ว หรือช่วงที่เฟดเริ่มส่งสัญญาณลดคิวอีเป็นครั้งแรก แต่เงินที่ถูกโยกออกนั้นยังเป็นสัดส่วนของตลาดหุ้นเป็นหลัก โดยปัจจุบันยังคงเหลือเงินทุนต่างชาติในตลาดพันธบัตรถึงราว 6 แสนล้าน

“เราเป็นตลาดขนาดเล็ก คงไม่สามารถต้านทานนโยบายดอกเบี้ยของประเทศขนาดใหญ่ได้ ซึ่งหากสวนทางกันก็มีความเสี่ยงที่เงินทุนจะไหลออกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คล้ายกับในช่วงกลางปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ การลดดอกเบี้ย 0.25% ครั้งที่ผ่านมาก็ไม่สามารถส่งผ่านนโยบายได้มาก อย่างที่ ธปท.คาดหวัง ทั้งในแง่การลดดอกเบี้ยของแบงก์พาณิชย์ และการขอหรือปล่อยสินเชื่อ ซึ่งทางธนาคารกสิกรไทยคาดว่าปลายปีนี้อัตราดอกเบี้ยของไทยอาจปรับขึ้น 0.25% มากกว่าที่จะขยับลงอีก” ปารีณา กล่าว

ทั้งนี้ หากจับสัญญาณระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน จะพบว่า ในเดือน มี.ค.นี้ เริ่มมีทุนนอกกลับเข้ามาในตลาดทุนของประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ อีกครั้ง ด้วยการซื้อสุทธิ 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ จากที่ไหลออก 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 เนื่องจากต่างชาติเริ่มคลายความกังวลกับการเมืองไทยและปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในกลุ่ม บวกกับราคาหุ้นที่ยังถือว่ามีราคาถูก

โดยเฉพาะในส่วนของประเทศไทยนั้น มีการซื้อสุทธิไปแล้ว 202 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะทำให้เดือน มี.ค.นี้เป็นเดือนที่มีทุนไหลเข้ามากกว่าไหลออกเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุมประท้วงในไทยเมื่อวันที่ 31 ต.ค. ซึ่งมีทุนไหลออกรวมแล้วถึง 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา

ทันทีที่เฟดเริ่มส่งสัญญาณของทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นเมื่อวานนี้ ตลาดทุนทั่วเอเชียแปซิฟิก ตั้งแต่ โตเกียว ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ไปจนถึงซิดนีย์ ต่างก็ปรับตัวลงในแดนลบทันทีถ้วนหน้า ซึ่งนอกจากจะเป็นปัจจัยเรื่องเฟดแล้ว ก็ยังเป็นความกังวลจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจพื้นฐานในเอเชียเองด้วย โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น

ดังนั้น หากไทยยังไม่สามารถผ่าทางตันการเมือง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปได้อย่างแท้จริง ไทยก็อาจกลายเป็นชาติที่สุ่มเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยยืดหยุ่นน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เนื่องจากไม่มีกลไกทางการคลัง และแทบไม่หลงเหลือกลไกอื่นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากพออีกแล้วในเวลานี้

ยิ่งไปกว่านั้น การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ยังอาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยยิ่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากอาจส่งผลต่อการมีหรือไม่มีรัฐบาลชุดใหม่บริหารประเทศได้ทันภายในครึ่งปีแรกนี้ ซึ่งจะกระทบต่อทั้งการจัดทำงบประมาณใหม่ และนโยบายเศรษฐกิจการค้าการลงทุนของประเทศในภาพรวมไปด้วย

การดำเนินนโยบายการเงินของไทยในภาวะที่บีบคั้นทั้งจากภายในและภายนอกเช่นนี้ นับเป็นเรื่องท้าทายฝีมือการบริหารของ ธปท.เป็นอย่างยิ่ง

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69