
มะกันฟื้นไม่จริงกุมขมับรื้อเกณฑ์ขึ้นดอกเบี้ย
เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดหมายไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี)
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดหมายไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) มีมติปรับลดวงเงินที่ใช้ในโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์ (คิวอี) ต่อเดือน ลงอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือที่ 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมทั้งคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 0-0.25% ต่อไป
ขณะที่ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟดก็ออกมาเผยภายหลังการประชุมว่า มาตรการคิวอีที่ใช้มาตั้งแต่ปลายปี 2012 อาจจะสิ้นสุดลงในปลายปีนี้ตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐ และจากนั้นอีก 6 เดือน ก็จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นช่วงครึ่งปีของปี 2015
แม้ว่าถ้อยแถลงของผู้ว่าการเฟดจะสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะความหวั่นเกรงว่าอัตราดอกเบี้ยอาจปรับขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่สิ่งที่น่าชื่นชมและยกย่อง เยลเลน ก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
เพราะหัวเรือใหญ่ของเฟดคนใหม่กำลังนำพาเฟดไปสู่ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินที่มองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจอย่างรอบด้านมากขึ้น ไม่ใช่ล่องลอยอยู่กับตัวเลขสวยหรูเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ เยลเลน ตัดสินใจยกเลิกหลักเกณฑ์ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่นำไปผูกติดไว้กับตัวเลขการว่างงานต่ำกว่า 6.5% หลังจากที่ใช้มาตั้งแต่ปลายปี 2012 ในยุคของเบน เบอร์แนนคี ยังเป็นผู้ว่าการเฟดอยู่
เยลเลน ย้ำต่อด้วยว่า ต่อแต่นี้ไปธนาคารกลางสหรัฐจะใช้หลักเกณฑ์ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่หลากหลายและครอบคลุมมาใช้ในการประเมินท่าทีกำหนดนโยบายการเงินมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสภาวะตลาดการจ้างงาน ภาวะแรงกดดันจากเงินเฟ้อ เงินเฟ้อคาดการณ์ และความเป็นไปทางระบบการเงินที่หลากหลาย
ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ตัวเลขที่ใช้ชี้วัดทางเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะการวัดเอาจากระดับการว่างงานและเงินเฟ้อเพียงไม่กี่ตัว ไม่สามารถสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศได้ทั้งหมด
ซ้ำยังเสี่ยงทำให้การประเมิน หยิบใช้ และสื่อสารกับตลาดผ่านทางเครื่องมือนโยบายทางการเงินเกิดความผิดพลาดสูงอีกด้วย
แม้ว่าปัจจุบันตัวเลขการว่างงานภายในประเทศจะลดลงอย่างรวดเร็วจนมาเหลืออยู่ที่ 6.7% จากเกือบ 10% เมื่อราว 4 ปีก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนสหรัฐมีงานทำมากขึ้น และไม่ได้หมายความว่าระบบเศรษฐกิจจะเริ่มขยับเข้าใกล้ภาวะการจ้างงานเต็มที่ตามที่เฟดต้องการแล้ว
เหตุเพราะตัวเลขการว่างงานที่ลดลงเกิดจากคนจำนวนมากหนีออกไปจากระบบการหางานทำนานแล้ว จึงทำให้คนเหล่านี้ไม่ถูกนับรวมว่าเป็นคนว่างงาน ยืนยันได้จากตัวเลขของเฟดที่ชี้ว่าจำนวนคนที่ออกจากระบบการหางานทำเกิน 6 เดือนขึ้นไปในปัจจุบันนั้นมีอยู่สูงถึง 37% ของจำนวนคนว่างงานทั้งหมด
แม้ว่าตัวเลขคนออกจากระบบตลาดแรงงานดังกล่าวจะลดลงจากเดิมที่ 45% ในเดือน เม.ย. ปี 2012 แต่ก็ยังถือว่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับระดับตัวเลขก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 ซึ่งมีอยู่เพียงแค่ 17% เท่านั้น
นอกจากนี้ ในแง่คุณภาพของงานก็เป็นปัญหาอีกตัวหนึ่งที่ไม่ได้ไปสะท้อนอยู่ในรายงานตัวเลขคนว่างงาน
เพราะแม้ว่าการจ้างงานจะเพิ่มขึ้น ทว่างานส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในระยะ 45 ปีที่ผ่านมา ก็มักจะเป็นตำแหน่งงานชั่วคราว และลูกจ้างพาร์ตไทม์ ที่มีรายได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น
ยืนยันได้จากการขยายตัวของอัตราค่าตอบแทนชาวสหรัฐที่เติบโตได้ต่ำมากๆ เฉลี่ยปีละ 2% เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่หักกลบลบหนี้กับภาวะเงินเฟ้อด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเป้าที่เฟดตั้งไว้ว่าควรจะโตที่ 34% ต่อปี (เป็นระดับที่ชี้ว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะแข็งแกร่ง)
ดังนั้น อัตราการว่างงานทั่วประเทศที่ลดลง จึงไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจแดนลุงแซมเสมอไป
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติสหรัฐ ระบุว่า จำนวนคนว่างงานตามนิยาม “ยู6” ที่หมายถึงคนที่ออกไปจากระบบตลาดแรงงานไปแล้ว และคนทำงานในตำแหน่งชั่วคราวจะพบว่า จริงๆ แล้วสหรัฐยังคงเผชิญกับปัญหาแรงงานไม่มีงานทำสูงมากทีเดียว โดยในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมานั้น กลุ่มคนที่ออกจากตลาดแรงงาน และยังหางานไม่ได้นั้นมีจำนวนสูงคิดเป็น 12.6% ถือว่าสูงกว่าระดับการว่างงานทั่วไปในประเทศ (6.7%) ถึงเกือบเท่าตัว
นอกจากนี้ ต้องยอมรับด้วยว่าการอ้างอิงนโยบายการเงิน โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐด้วยการผูกติดไว้กับดัชนีการว่างงานในประเทศ ก็ยังเสี่ยงที่จะทำให้ทั่วโลกเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินอีกด้วย
เนื่องจากแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้น แต่อัตราการว่างงานก็มีสิทธิที่จะเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน เพราะ เยลเลน เผยในระหว่างการแถลงข่าวหลังการประชุมเอฟโอเอ็มซีล่าสุดว่า คนที่ออกจากระบบแรงงานไปในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอาจกลับเข้ามาหางานทำในระบบอีกครั้ง ทำให้จำนวนผู้ว่างงานมีสิทธิที่จะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
ดังนั้น การนำอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดไปผูกติดไว้กับเงื่อนไขตัวเลขการว่างงาน ว่าเมื่อใดที่การว่างงานต่ำกว่า 6.5% เฟดจะเริ่มปรับเพิ่มดอกเบี้ย จึงดูจะไม่ใช่สิ่งที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากนัก หลังจากที่อัตราการว่างงานได้ลดลงมาอยู่ที่ใกล้กับเป้าหมายแล้ว ซึ่งล่าสุดตัวเลขว่างงานในเดือน ก.พ.อยู่ที่ระดับ 6.7%
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่ว่าอัตราการว่างงานยังคงสูงอยู่จากการที่มีคนเข้าสู่ระบบหางานทำมากขึ้น ทำให้การดันทุรังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปอาจกลายเป็นโทษมหันต์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐก็เป็นได้ เช่น ปัญหาฟองสบู่สินทรัพย์ที่จะกลับมาหลอกหลอนซ้ำอีก
ขณะที่ทั่วโลกอาจเสี่ยงที่จะเผชิญกับปัญหาการรับมือกับทิศทางนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐมากขึ้น เพราะไม่แน่ชัดว่าสรุปแล้วสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด เนื่องจากไม่มีตัวชี้วัดและหลักเกณฑ์ในการคาดเดา
เพราะท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งขึ้น แต่การว่างงานกลับสูงขึ้น เนื่องจากมีคนกลับเข้าสู่ระบบตลาดแรงงานมากขึ้น ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมกับพวกที่ลาออกจากงานเพื่อหางานใหม่ที่ดีกว่าทำ
ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาจึงกลายเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใด “เยลเลน” ถึงตัดสินใจหันมาทบทวนมาตรการชี้วัดทางเศรษฐกิจให้มีความครอบคลุมมากขึ้นกว่าเดิม เพราะการฝืนใช้ตัวชี้วัดเดิมๆ เพียงไม่กี่ตัว ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงสภาวะภาพรวมของเศรษฐกิจอย่างหยาบๆ อาจกลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจำเป็นต้องพิจารณาดูอย่างรอบด้าน ไม่ใช่แค่ฝากอนาคตไว้กับตัวเลขเพียงไม่กี่ตัว แล้วตัดสินใจในสิ่งที่สร้างผลสะเทือนต่อคนหลายสิบล้านทั่วทั้งประเทศ







