
สธ.เผยค่าสารพิษบ่อขยะแพรกษายังสูง
สธ.เผยควัน-สารพิษบ่อขยะแพรกษายังสูง ห่วงประชาชนเมินย้ายออก
สธ.เผยควัน-สารพิษบ่อขยะแพรกษายังสูง ห่วงประชาชนเมินย้ายออก
เมื่อวันที่ 19 มี.ค. นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ควันและสารพิษจากเหตุไฟไหม้โรงบ่อขยะแพรกษา ยังคงกระจายออกเป็นรูปกรวยขึ้นไปทางเหนือ ตามทิศทางของลมทะเลที่พัดจากใต้ขึ้นเหนือ โดยรายงานของกรมควบคุมมลพิษพบว่า 1.พื้นที่ในบ่อขยะมีคาร์บอนมอนอกไซด์สูงถึง 175 ppm พื้นที่รัศมีรอบบ่อขยะ 200 เมตร มีคาร์บอนมอนอกไซด์ 10-15 ppm ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 10-12 ppm และ พื้นที่รัศมี 1 กิโลเมตร มีค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 5-8 ppm ซึ่งถือว่าเป็นโซนสีแดง ต้องอพยพชาวบ้านออกทั้งหมด แต่กลับพบว่าประชาชนเกือบทั้งหมดยังไม่ย้ายออก โดยหมู่บ้านในรัศมี มี 2 หมู่บ้านได้แก่ หมู่บ้านธันยพร และหมู่บ้านสหกรณ์
ขณะที่พื้นที่รัศมี 2 กิโลเมตร มีค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 2-4 ppm จัดเป็นพื้นที่สีเหลือง กลุ่มเสี่ยง อาทิ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้สูงวัย ผู้มีโรคประจำตัว ต้องย้ายออก โดยในรัศมีดังกล่าวมี 3 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านเนเชอร่า หมู่บ้านศุภาลัย และหมู่บ้านปัญฐิญา ส่วนพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรจัดเป็นพื้นที่สีเขียว
นพ.นำพล กล่าวอีกว่า ขณะนี้ น่ากังวลว่า หากกระแสลมเปลี่ยนทิศทาง โดยพัดลงมาทางใต้บริเวณนิคมอุตสาหกรรมบางปู จะทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเปป็นชุมชนขนาดใหญ่ ส่วนศูนย์อพยพที่องค์การบริหารส่วนตำบลแพรกษา และวัดแพรกษานั้น อาจต้องเปลี่ยนสถานที่ เพราะควันและสารพิษอาจลอยไปบริเวณดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งจะต้องมีการตรวจวัดมลพิษในอากาศอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งหมดนี้ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายปกครองด้วย
ขณะที่ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การเฝ้าระวังผู้ได้รับผลกระทบ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่ม 1 คือผู้ที่มีการสัมผัสรุนแรง เช่น นักดับเพลิง ผู้สื่อข่าว วินมอเตอร์ไซค์ อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และทหาร ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 500 คน โดยภายในสัปดาห์จะเริ่มนัดให้มาตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ โดยจะมีการเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ปอด สมรรถภาพปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หาสารก่อมะเร็งต่างๆ และ 2.กลุ่มปานกลาง คือประชาชนที่อยู่ในรัศมีรอบบ่อขยะ 200 เมตร จะมีแนวทางตรวจสุขภาพเบื้องต้น และ 3.กลุ่มนอกพื้นที่ 200 เมตรขึ้นไป จะซักประวัติคัดกรองความเสี่ยง
ส่วนศูนย์อพยพ 2 แห่งนั้น นพ.ณรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้มีประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่ยอมอพยพ โดยกลางคืนที่ศูนย์อพยพมีจำนวนผู้อพยพเพียง 200 คน โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่อาจต้องลงพื้นที่อธิบายอันตรายของสารพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มเสี่ยง อาทิ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งถ้าหากไม่ย้ายออกจะเกิดอันตรายได้







