
ประชาธิปไตยต้นแบบ
...อรุณ จิรชวาลา
อังกฤษเพิ่งเลือกตั้งเสร็จ หลังจากมีการชิงไหวชิงพริบกันอยู่หลายวันระหว่างพรรคฝ่ายค้านที่ชนะเลือกตั้ง กับฝ่ายรัฐบาลที่พยายามรวบรวมเสียงสนับสนุนเพื่อให้ได้อยู่ในอำนาจต่อไป พรรคฝ่ายค้านเดิมก็จัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ และหัวหน้าพรรคซึ่งเป็นคนหนุ่มอายุเพียง 43 ปีได้เป็นนายกรัฐมนตรี
ในหลายสิบปีที่ผ่านมา พรรคใหญ่ 2 พรรคสลับกันได้เสียงข้างมาก และเปลี่ยนกันเป็นรัฐบาล เพิ่งมีครั้งนี้ที่พรรคที่ชนะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ สาเหตุเกิดจากพรรคอันดับ 3 ซึ่งในอดีตเคยเป็นพรรคใหญ่ แต่ตกกระป๋องไปนาน ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และแย่งจำนวน สส. จากพรรคใหญ่ได้มากพอที่จะทำให้เกิดสภาพที่เรียกว่า
“สภาแขวน” (Hung Parliament)ที่ผมพูดเรื่องเลือกตั้งอังกฤษ เพราะอยากชี้ให้เห็นว่า ประเทศที่เขามีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าเรา อำนาจรัฐไม่ใช่สิ่งที่พรรคใดพรรคหนึ่ง หรือกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะสามารถผูกขาดได้ มันมีกระบวนการธรรมชาติที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วเป็นระยะๆ ไม่ช้าก็เร็ว โดยไม่ต้องเกิดความรุนแรง
ในประเทศเหล่านั้น การเมืองมักจะแบ่งเป็น 2 ขั้วตามความเชื่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ขั้วหนึ่งซึ่งมักจะถือว่าอยู่ข้างขวา จะออกแนวอนุรักษนิยม คือยึดมั่นในระบบทุนนิยมและการแข่งขันทางธุรกิจว่าเป็นกลไกหลักในการทำให้ชีวิตของคนส่วนใหญ่ดีขึ้น
กับอีกขั้วหนึ่ง ซึ่งมักจะถือว่าอยู่ข้างซ้าย จะออกแนวสังคมนิยมหรือประชานิยม คือให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ใช้แรงงานและการกระจายรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับผู้ที่มีโอกาสน้อยกว่าในสังคม
พูดง่ายๆ แนวหนึ่งบอกว่าอย่าเก็บภาษีมาก เพราะจะกระทบการลงทุน กับอีกแนวหนึ่งบอกว่า ต้องมีรายได้จากภาษีเยอะๆ จะได้เอาไปกระจายช่วยเหลือคนจน
กระแสความนิยมใน 2 แนวทางนี้มักจะพลิกกลับไปกลับมา ฝ่ายขวาอยู่ได้ระยะหนึ่ง สังคมก็อยากเห็นการจัดสรรส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจให้กับแรงงานและคนยากจนมากขึ้น ฝ่ายซ้ายกลับมาได้ระยะหนึ่ง ประชาชนส่วนใหญ่ก็เริ่มเบื่อหน่ายกับการเรียกร้องของกลุ่มแรงงานกับกลุ่มคนยากจนที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด
ถ้าเราย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษในยุคหลัง จะเห็นว่าช่วงที่ขั้วการเมืองหนึ่งอยู่ในอำนาจได้นานที่สุดคือ ช่วงที่พรรคอนุรักษนิยมภายใต้การนำของ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ และ จอห์น เมเจอร์ เป็นรัฐบาลหลายสมัยติดต่อกันนานถึง 18 ปี แต่ครั้งนั้นมีกระแสเศรษฐกิจระดับโลกเป็นตัวช่วย กล่าวคือ ในช่วงต้นของยุคนั้น โลกยังอยู่ในภาวะสงครามเย็น มีการต่อสู้อย่างเข้มข้นระหว่างลัทธิทุนนิยมกับลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งผลปรากฏว่าคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้อย่างยับเยิน
ภายในอังกฤษเอง แทตเชอร์เดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ จัดการกับสหภาพแรงงาน และขายรัฐวิสาหกิจไปหลายแห่ง แม้กลุ่มแรงงานจะต่อต้าน แต่เศรษฐกิจเข้มแข็งขึ้น ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน
ในช่วงนั้นมีนักวิเคราะห์ที่ฟันธงว่า โลกหมดยุคของการเมืองแบบสังคมนิยมหรือประชานิยมแล้ว เพราะประชาชนรู้แล้วว่าเป็นต้นเหตุแห่งความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ
มีการคาดการณ์กันว่า กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาในประเทศต่างๆ จะครองอำนาจติดต่อกันไปอีกนาน จนกว่าจะเกิดความเชื่อและแนวคิดทางเศรษฐกิจใหม่ ที่นำไปสู่การแบ่งขั้วการเมืองเป็น 2 ขั้วอีกครั้งหนึ่ง
แต่ขั้วการเมืองฝ่ายซ้ายก็ปรับตัวและกลับมาจนได้ เมื่อ โทนี แบลร์ นำพรรคแรงงานกลับมาชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จในปี 1997 และร่วมกับ กอร์ดอน บราวน์ ครองอำนาจต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้
มองประชาธิปไตยอังกฤษกับของอีกหลายๆ ประเทศ แล้วย้อนมาดูตัวเราเอง ผมมีข้อสังเกต ดังนี้
หนึ่ง ในช่วงหลังการผลัดกันชนะเลือกตั้งในหมู่ประเทศที่พัฒนาแล้วมีแนวโน้มเร็วขึ้น พรรคที่เป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา พอลงสนามเลือกตั้ง ก็มักจะประสบความพ่ายแพ้ ไม่เฉพาะอังกฤษในครั้งนี้เท่านั้น กรีซเมื่อปลายปีที่แล้ว กับสหรัฐเมื่อ 18 เดือนก่อนก็เช่นกัน
แม้แต่ในญี่ปุ่นซึ่งพรรคแอลดีพีเกือบจะไม่เคยแพ้เลือกตั้งเลย ปีที่แล้วก็พ่ายแพ้ฝ่ายค้านอย่างราบคาบ
ที่น่าสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกประการหนึ่งคือ ฝ่ายค้านที่ชนะเลือกตั้งมักจะมีผู้นำที่จัดอยู่ในประเภทคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่นักการเมืองรุ่นลายครามอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็น เดวิด คาเมรอน ในอังกฤษ บารัก โอบามา ในสหรัฐ ตลอดจนยูคิโอะ ฮาโตยามา ในญี่ปุ่น ซึ่งถึงแม้จะไม่ใหม่จริงในมาตรฐานตะวันตก แต่ก็มีภาพลักษณ์ของความใหม่ในญี่ปุ่น
สาเหตุอาจเป็นเพราะโลกปัจจุบันเป็นโลกของสังคมข่าวสารที่ฉับไว ทำให้คนมีแนวโน้มเบื่อเร็ว นิยมการเปลี่ยนแปลง และชอบลองของใหม่ ซึ่งถ้าเป็นจริงก็จะยิ่งทำให้ความสามารถในการผูกขาดอำนาจรัฐในอนาคตยิ่งลดลง
สอง ในกรณีของไทย ประชาธิปไตยของเราไม่ได้เกิดจากการแบ่งขั้วตามความเชื่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แต่ขึ้นอยู่กับบุคลิกและความสามารถในการสร้างเครือข่ายมวลชนของคนในระดับผู้นำพรรคการเมืองมากกว่า
จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของเราอยู่ที่การขาดกระบวนการธรรมชาติที่จะช่วยไม่ให้เกิดการผูกขาดอำนาจทางการเมือง ทำให้ทุกครั้งที่มีรัฐบาลที่ดูเข้มแข็ง
สังคมจะเกิดการหวาดกลัวว่าจะมีการสืบทอดอำนาจ ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติตกอยู่ในมือของเผด็จการ หรือกึ่งเผด็จการ เช่น ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์หรืออินโดนีเซียในอดีต
ผมอยากเสนอให้พิจารณากันเล่นๆ ว่า หากจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ในอนาคต อาจจะต้องมีการจำกัดว่า บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทั้งหมดไม่เกินกี่ปี และพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะเป็นรัฐบาลติดต่อกันได้ไม่เกินกี่ปี หลังจากนั้นจะต้องไปทำหน้าที่ฝ่ายค้านอีกไม่ต่ำกว่ากี่ปีก่อนจะกลับมาร่วมรัฐบาลได้อีก
หากทำเช่นนี้ได้ ปัญหาอีกหลายๆ อย่างก็อาจจะหมดไป หรืออย่างน้อยก็เบาบางลง
ไม่เฉพาะเรื่องสืบทอดอำนาจ แต่อาจรวมไปถึงเรื่องการเมืองเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระกับระบบข้าราชการประจำ เป็นต้น







