
อาร์เอสครวญกสทช.มัสต์แฮฟย้อนหลังบอลโลก
อาร์เอสวอน กสทช.เป็นธรรม กรณีมัสต์ แฮฟ เหตุประกาศใช้หลังได้สิทธิบอลโลก ลั่นเดินตามแผนเดิม
อาร์เอสวอน กสทช.เป็นธรรม กรณีมัสต์ แฮฟ เหตุประกาศใช้หลังได้สิทธิบอลโลก ลั่นเดินตามแผนเดิม
ระบุแผนงานทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกว่าศาลตัดสิน มั่นใจรายได้ยังคงเดิมที่ 650 ล้านบาท แม้ว่าอาจถูกตัดสิทธิ์ขายกล่องบอลโลก
นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส เปิดเผยว่า กรณีที่สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกมาประกาศให้บริษัทบริหารลิขสิทธิการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ภายใต้ประกาศ มัสต์ แฮฟ (Must Have) นั้น บริษัทอยากขอความเป็นธรรมไปยัง กสทช. และพร้อมรับคำตัดสินของศาลปกครอง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล และยังคงดำเนินธุรกิจตามแผนเดิม
ด้าน นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า ก่อนที่บริษัทจะเข้าไปประมูลลิขสิทธิการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 ได้ศึกษากฎระเบียบและข้อปฏิบัติเป็นอย่างดี การที่ กสทช.ออกมาประกาศให้บริษัทปฏิบัติตามกฎ มัสต์ แฮฟ ถือว่าไม่ยุติธรรม เพราะบริษัทประมูลบอลโลกมาก่อนที่ กสทช.จะประกาศใช้กฎมัสต์ แฮฟ ถือเป็นการประกาศใช้ย้อนหลัง ทั้งที่ความเป็นจริงควรให้กฎมีผลบังคับเหตุการณ์ปัจจุบันหรืออนาคต
ทั้งนี้ จากปัญหาที่เกิดขึ้นบริษัทได้ยื่นคำร้องจำเป็นเร่งด่วนไปถึงศาลปกครองแล้ว เพื่อให้ศาลเร่งพิจารณาคดี คาดว่าภายในวันที่ 1 เม.ย.นี้ น่าจะมีการพิจารณาคดี ซึ่งหากบริษัทกระทำความผิดก็ยินดีปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอย่างเคร่งครัด แต่ขณะนี้ยังคงวางแผนการถ่ายทอดการแข่งขันผ่านฟรีทีวี 2 ช่อง คือ ช่อง 7 และช่อง 8 จำนวน 22 แมตช์ตามแผน
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะชะลอการจำหน่ายกล่องรับสัญญาณบอลโลก และการเปิดตัวช่องเวิลด์คัพ แชนแนล ออกไปก่อนจนกว่าจะมีคำตัดสินของศาล และพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาลเช่นกันซึ่งหากคำตัดสินของศาลปกครองมีคำสั่งไม่ให้ทำตลาดกล่องบอลโลกได้บริษัทก็ยินดีปฏิบัติตาม เช่นเดียวกับช่องเวิลด์คัพ ชาแนล ที่จะเปิดตัวเข้าทำตลาดเฉพาะกิจถ่ายทอดทุกแมตซ์การแข่งขัน
“เดิมคาดว่าจะมียอดขายกล่องบอลโลกในช่วงการแข่งขันที่ 1 ล้านกล่อง หรือ 100-200 ล้านบาท หากไม่สามารถขายกล่องได้รายได้ก็จะหายไปเพียง 100-200 ล้านบาทเท่านั้น ถือว่าไม่กระทบต่อภาพรวมรายได้ลิขสิทธิบอลโลกที่วางไว้ 650 ล้านบาท” นางพรพรรณ กล่าว
สำหรับ เป้าหมายรายได้ 650 ล้านบาท มาจากการขายโฆษณาให้กับสปอนเซอร์ ซึ่งแพ็กเกจ แพลทินัม ขณะนี้ได้พันธมิตรครบแล้ว 4 ราย คือ โค้ก เครื่องดื่มช้าง เอไอเอส และ ปตท. ส่วนรายเล็กอีกกว่า 10 ราย ได้เริ่มทยอยขายแพ็กเกจให้กับพันธมิตรรายต่างๆ แล้วซึ่งในส่วนของรายได้ดังกล่าวที่วางไว้ถือว่าสูงกว่าลิขสิทธิ์ที่ได้รับเมื่อช่วง 4 ปีก่อนที่มีรายได้ 550 ล้านบาท







