
หนีจากฝันร้าย
ประวัติศาสตร์ 4 หมื่นปีของมนุษยชาติ มีผู้คนเดินทางออกไปนอกโลกนับพันคน
ประวัติศาสตร์ 4 หมื่นปีของมนุษยชาติ มีผู้คนเดินทางออกไปนอกโลกนับพันคน แต่ในจำนวนนี้มีเพียงชาวอเมริกัน 12 คนเท่านั้น ที่มีโอกาสได้สัมผัสกับแผ่นดินใหม่ ณ สถานที่ซึ่งอยู่ห่างไกลยิ่งกว่านักเดินทางผู้เป็นตำนานคนใดในประวัติศาสตร์จะเดินทางไปถึง
พวกเขาเป็น 12 คน ที่ได้ไปดวงจันทร์
บางทีอาจใช่เพราะความฝันอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นแรงผลักดัน แต่อาจเพราะความหวาดกลัว ที่ทำให้พบความสำเร็จ ...
... ชัยชนะต่อเยอรมนี และระเบิดปรมาณูที่ถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ทำให้สหรัฐมั่นใจในความเป็นอภิมหาอำนาจไร้ผู้ทัดเทียม ในขณะที่รัสเซียทดลองอาวุธนิวเคลียร์สำเร็จ อเมริกานั้นก้าวหน้าไปถึงขั้นทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์
แต่แล้วความภาคภูมิใจของคนอเมริกันก็ถูกท้าทาย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าถึงขั้นถูกทำลายลง เมื่อรัสเซียประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมสปุตนิก 1 ขึ้นไปในอวกาศ
การรุกคืบเข้ายึดครองพื้นที่ในอวกาศของรัสเซีย ทำให้ความมั่นใจในการควบคุมโลกด้วยขีปนาวุธข้ามทวีปของอเมริกานั้นด้อยค่าลงไปในทันที เทคโนโลยีด้านอวกาศของรัสเซียก้าวหน้ามากขึ้น อีกเพียง 4 ปีต่อมานับจากการส่งดาวเทียมดวงแรกออกไปนอกโลก รัสเซียก็สร้างความตกตะลึงให้กับทั้งโลก เมื่อ ยูริ กาการิน ชาวรัสเซีย เป็นมนุษย์คนแรกที่ขึ้นยานอวกาศโคจรรอบโลกนานนับชั่วโมง และเดินทางกลับลงมายังพื้นโลกโดยปลอดภัย
ความสำเร็จทางด้านอวกาศของรัสเซีย คือฝันร้ายของคนอเมริกัน สงครามเย็นในอดีตอาจเปลี่ยนรูป แตกต่างไปจากประวัติศาสตร์ที่เราเรียนกันในขณะนี้ หากรัฐบาลประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี แห่งสหรัฐ ไม่ตัดสินใจเด็ดขาด ประกาศนโยบายส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ให้ได้ก่อนสิ้นทศวรรษ 60
“เราเผชิญหน้ากับการท้าทายไม่ธรรมดา ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอให้สภาคองเกรสอนุมัติเงินซึ่งจำเป็นต้องใช้เพื่อจุดมุ่งหมายของประเทศชาติ ข้าพเจ้าเชื่อว่าประเทศนี้สามารถปฏิบัติถึงจุดหมาย การส่งมนุษย์ไปลงบนดวงจันทร์ และนำกลับโลกโดยปลอดภัย ก่อนสิ้นทศวรรษนี้” นี่คือถ้อยแถลงของประธานาธิบดีเคนเนดีต่อสภาคองเกรส เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 1661
การทำตามถ้อยแถลงภายในปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การระดมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทุกด้านกว่า 4 แสนคน ว่าจ้างบริษัทเอกชนกว่า 2 หมื่นราย ห้องปฏิบัติการทดลองของมหาวิทยาลัยอีกเป็นจำนวนมาก และใช้งบประมาณร่วม 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อการส่งคนอเมริกันขึ้นไปบนดวงจันทร์ ไม่ใช่แค่การปลุกความหวังของคนอเมริกันขึ้นมาเท่านั้น บางทีพวกเขา รัฐบาลอเมริกัน และคนอเมริกัน กำลังหาทางไปให้พ้นจากความกลัว
8 ปีต่อมา 16 ก.ค. 1969 ยานอวกาศอพอลโล 11 ใช่เพียงยานพาหนะนำชาย 3 คน เดินทางออกนอกโลก จุดหมายปลายทาง คือ ดวงจันทร์ แต่อพอลโล 11 คือความหวังของคนอเมริกันนับ 100 ล้านคน และผู้คนอีกกว่า 450 ล้านคนทั่วโลก ที่เฝ้าชมการถ่ายทอดสดการส่งยานอพอลโล 11 เพื่อนำมนุษย์คนแรกก้าวลงสู่ดวงจันทร์
4 วันต่อมา 20 ก.ค. 1969 ทั้งโลกได้ยินเสียงจากดวงจันทร์ เสียงของมนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์ที่พูดกับคนทั้งโลก
“การก้าวเท้านี้เป็นก้าวเล็กๆ ของมนุษย์คนหนึ่ง แต่จะเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ” นีล อาร์มสตรอง ผู้บังคับการยานอวกาศอพอลโล 11 สื่อสารกลับมายังโลกหลังจากที่เขาก้าวเท้าแรกลงบนพื้นผิวดวงจันทร์
เสียงโห่ร้องยินดีกับความสำเร็จ กลบความรู้สึกของผู้คน 450 ล้านคน เมื่อ 4 วันก่อนหน้านั้นไปสิ้นก่อน
และยิ่งทำให้ความหวาดหวั่นกังวลต่อความสำเร็จด้านอวกาศของรัสเซียเมื่อ 8 ปีก่อน ไม่เหลืออยู่ในความทรงจำ ความสำเร็จของโครงการอพอลโล 11 พาคนอเมริกันออกจากฝันร้าย ...
... เล่าเรื่องอเมริกาส่งคนไปดวงจันทร์ ก็เพื่อจะบอกว่า ใช่เพียงแค่ความมุ่งมั่นสร้างชาติ แต่บางครั้งวิกฤตของชาติก็เป็นหลักให้ก้าวไปสู่จุดใหม่ ในภาวะที่สังคมไทยกำลังอยู่ในฝันร้าย คำถามว่าจะจบสิ้นลงเมื่อไหร่ ก็ไม่เท่ากับความกังวลว่า นี่คือที่สุดของฝันร้ายแล้วหรือไม่
ถึงที่สุดปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นอาจพบทางออก คู่ขัดแย้งอาจเลิกรา เราอาจตื่นจากฝันร้าย แต่ในโลกของความจริงนั้น ความฉ้อฉลในทุกระดับ ในทุกๆ ภาคส่วนของสังคม ก็ยังจะเป็นปัญหาต่อไป
มองอย่างคนโลกสวย วิกฤตที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นหลักให้เราได้เปลี่ยนแปลง







