
เลือกตั้งโมฆะการเมืองเคว้ง-วิกฤตยืดเยื้อ
ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 7 มี.ค. เห็นควรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 7 มี.ค. เห็นควรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการจัดการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามคำร้องของกิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้ยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการฯ
ทั้งนี้ คำร้องอาจารย์รายนี้ระบุว่า การดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีผลทำให้การเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป วันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นการจัดการเลือกตั้งที่มิได้ดำเนินการเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
นอกจากนี้ เป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ขัดกับหลักความเสมอภาค และเป็นไปโดยไม่ให้โอกาสที่ทัดเทียมกันของผู้สมัครและพรรคการเมือง และทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในระหว่างผู้สมัครและพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 มาตรา 108 และมาตรา 30
จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 2 ก.พ. และให้มีการดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไปขึ้นใหม่ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา
ผู้ตรวจการฯ ให้เหตุผลการยื่นศาลรัฐธรรมนูญว่า คำร้องมีมูลใน 5 ประเด็น ทั้งกรณีปัญหายังไม่มีผู้สมัครใน 28 เขตเลือกตั้งที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 กรณีความเสมอภาคในการจับหมายเลขผู้สมัคร และกรณีการนับคะแนนเลือกตั้งหน้าหน่วยเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. ทั้งที่การลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้ายังไม่เสร็จสิ้น เข้าข่ายขัด พ.ร.บ.เลือกตั้ง สส.สว. มาตรา 102 วรรคสอง
รวมถึงการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระหว่างการจัดการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบต่อผู้สมัครรายอื่นได้
รักษเกชา แฉ่ฉาย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ผู้ตรวจการฯ ได้หารือและเห็นชอบร่วมกันว่า ผู้ตรวจการฯ มีอำนาจเพียงพอที่จะรับเรื่องไว้วินิจฉัยได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 244 (1) (ค) และมาตรา 245 (1) ที่สามารถตรวจสอบการดำเนินการของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ตอบโต้ในเรื่องนี้ทันที โดย อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกเพื่อไทย ระบุว่า มี 7 เหตุผลที่การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ไม่ควรเป็นโมฆะ คือ 1.กปปส.เป็นผู้ขัดขวางการเลือกตั้ง ไม่ใช่อยู่ดีๆ การเลือกตั้งล้มเหลวเอง 2.กำหนดการหาเสียงเลือกตั้ง 50 กว่าวัน เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกพรรคแข่งขันอย่างเต็มที่
3.มีพรรคการเมืองลงเลือกตั้ง 53 พรรค ไม่ใช่พรรคเดียว กกต.จะรับผิดชอบอย่างไร 4.คูหาเลือกตั้งไม่ได้หันหลังออก 5.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ลงเลือกตั้งแล้วจะไปรับประโยชน์จากการร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้อย่างไร
6.เงิน 4,000 ล้านบาท ที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้งจะสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เพื่อสนองความสะใจของ กปปส. และ 7.ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กปปส.ชุมนุมโดยสงบ แล้วจะนำผลของการขัดขวางการเลือกตั้งของ กปปส.มาชี้ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเสียเองไม่ได้
ด้านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ขอให้แต่ละหน่วยงานทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ยึดหลักความเหมาะสม อำนวยความยุติธรรม และสามารถตอบโจทย์สังคมได้ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ และจะมีทางออกให้กับประเทศ
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะยังไม่ตัดสินเรื่องนี้ในทันที แต่เห็นแนวโน้มหลังจากนี้ว่าจะเกิดสุญญากาศทางการเมืองรอบใหม่ขึ้นแน่นอน
นั่นคือหากตัดสินให้การเลือกตั้งเดินหน้าต่อไป กกต.จะต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ตามรัฐธรรมนูญกำหนด
หากตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ กกต.จะต้องจัดการการเลือกตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะต้องพิจารณาว่าจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งหรือไม่ หากไม่ส่งก็เสี่ยงจะถูกยื่นตีความให้ยุบพรรค ซึ่งหากผลการตัดสินออกมาในแนวทางนี้จะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 45-60 วัน และไม่มีหลักประกันว่าการเลือกตั้งจะสำเร็จหรือไม่ หรือจะมีการขัดขวางการเลือกตั้งอีกหรือไม่







