
ส่งออกเครื่องดับสัญยาณร้ายเศรษฐกิจไทย
การประกาศตัวเลขการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ในเดือนแรกของปีนี้ หรือเดือน ม.ค. 2557
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
การประกาศตัวเลขการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ในเดือนแรกของปีนี้ หรือเดือน ม.ค. 2557 ยังอยู่ในภาวะหม่นหมอง และชะลอตัวต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 1.79 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 1.98% ขณะที่การนำเข้าก็ลดลงมาอยู่ที่ 2.04 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 15.50% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 2,521 ล้านเหรียญสหรัฐ
การส่งออกที่ขยายตัวต่ำกว่าคาดครั้งนี้ จะเรียกว่าเป็นสัญญาณร้ายต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้เลยก็ว่าได้
เพราะตอนนี้ภาคการส่งออกถือเป็นเครื่องยนต์เดียวที่เป็นความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ หลังจากที่ 3 เครื่องยนต์ คือ การลงทุนภาครัฐ การลงทุนเอกชน และการบริโภคในประเทศ ชะลอตัวอย่างหนัก เนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ
แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะออกมาแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ปัญหาการเมืองในประเทศน่าจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยในไตรมาสแรกอย่างชัดเจนนัก เพราะส่วนใหญ่เป็นคำสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้ามีมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และหวังว่าหากสถานการณ์การเมืองคลี่คลายในระยะเวลาอันสั้น การส่งออกน่าจะขยายตัวได้ที่อัตรา 5% ได้ไม่ยากเย็นนัก
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้กระทรวงพาณิชย์ตัดทิ้งความเป็นไปได้ที่ว่า หากปัญหาการเมืองลากยาวนานเกินครึ่งปี การส่งออกจะได้รับผลกระทบในที่สุด โดยจะเห็นได้จากการที่กระทรวงพาณิชย์ปรับเพิ่มน้ำหนักปัจจัยการเมืองที่จะมีผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกมากที่สุดในปีนี้
สะท้อนได้จากการจัดงานแสดงสินค้าในไทยในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่าลูกค้าต่างชาติอาจเดินทางมาร่วมงานแฟร์ในไทยลดลง 10% จากการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพราะมีความวิตกกังวลในเรื่องความปลอดภัย แต่มีประเด็นสำคัญที่ต้องตระหนักมากกว่านั้น ก็คือลูกค้าต่างชาติเกรงว่าเมื่อสั่งซื้อสินค้าจากไทยแล้วต่างก็ไม่มีความมั่นใจว่า ผู้ผลิตในไทยจะสามารถส่งออกสินค้าได้ทันกำหนดระยะเวลาตามคำสั่งซื้อหรือไม่
ส่งผลให้ภาคเอกชนบางกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีการแข่งขันในตลาดโลกสูง เช่น กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ได้ออกมาส่งสัญญาณว่าขณะนี้ลูกค้าต่างชาติเริ่มหันไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศคู่แข่งไทยแทน เพราะไม่มั่นใจว่าไทยจะส่งออกได้ทันระยะเวลาที่กำหนด
ผลพวงจากความไม่มั่นใจของลูกค้าต่างประเทศในการสั่งซื้อสินค้าไทย จะเห็นได้จากผลกระทบต่อภาคการส่งออกชัดเจนในไตรมาส 2
ไม่เพียงเท่านั้น นอกเหนือจากปัญหาการเมืองแล้ว ปัจจัยลบที่สำคัญและมีผลกระทบต่อขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าไทยอย่างชัดเจนที่สุด และทำให้การส่งออกในเดือน ม.ค.พลาดเป้า ก็คือการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีที่รวดเร็ว และการถูกคู่แข่งแย่งตลาดไป
เช่น การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีของสินค้าอุตสาหกรรมในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตอันดับหนึ่งของโลก จนทำให้ยอดการส่งออกสินค้าประเภทนี้ตกลงอย่างหนัก แม้ล่าสุดจะมีการปรับไลน์การผลิต แต่ต้องใช้เวลาอีกระยะในการฟื้นตัว
กลุ่มยานยนต์และส่วนประกอบก็ได้รับคำสั่งซื้อน้อยลง เพราะคู่แข่งมีมากขึ้น โดยกลุ่มยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบติดลบ 12.4% เนื่องจากการแข่งขันตลาดโลกสูง โดยเฉพาะตลาดอินโดนีเซียที่ผลิตรถยนต์มากขึ้น ทำให้ลดการนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนจากไทย
ส่วนการส่งออกในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าแม้ในภาพรวมจะยังขยายตัวได้อยู่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 6.5% และเครื่องใช้ไฟฟ้าขยายตัว 7.8% แต่ถือได้ว่าขยายตัวต่ำกว่าคาดอย่างมาก เพราะเดือน ม.ค.ปีก่อน การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูงถึง 29.8% และเครื่องใช้ไฟฟ้าขยายตัวได้ 20.5%
จึงเท่ากับว่าการส่งออกกลุ่มสินค้าที่เป็นหัวรถจักรสำคัญของไทยอยู่ในภาวะติดหล่ม
สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งสร้างเม็ดเงินและสร้างรายได้ให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ และไม่ต้องนำเข้าวัตถุดิบมาผลิต กลับอยู่ในภาวะหดตัวเช่นกัน อาทิ การส่งออกข้าวหดตัว 6.8% ยางพาราหดตัว 11.7% กุ้งแช่แข็งและกุ้งแปรรูปหดตัว 34.2% และน้ำตาลหดตัว 18.8% เช่นเดียวกับการส่งออกวัสดุก่อสร้างที่หดตัวมากถึง 40.8% ทีเดียว
นอกจากนี้ หากจับสัญญาณการส่งออกในช่วง 36 เดือนข้างหน้า โดยพิจารณาจากการนำเข้าในกลุ่มสินค้าทุน จะสะท้อนได้ชัดเจนว่าแนวโน้มการส่งออกในอนาคตไม่สดใสเสียแล้ว
เพราะในเดือน ม.ค. การนำเข้าสินค้าทุนติดลบ 19.1% สินค้าสำคัญที่นำเข้าลดลง เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบติดลบ 16% เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบติดลบ 6% เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบติดลบ 19% ส่วนกลุ่มวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปติดลบ 27.2% โดยสาเหตุหลักๆ หนีไม่พ้นการเมืองที่ไม่นิ่ง ตลอดจนค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ซึ่งทำให้ต้นทุนการนำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือน ม.ค.ปรับตัวลดลง 5.7% โดยเฉพาะการส่งออกข้าว ที่ราคาลดลง 17.1% ยางพารา ส่งออกมูลค่าลดลง 11.7% จากปริมาณผลิตล้นตลาด ขณะที่ราคาสินค้าอาหารที่ปรับตัวลดลงเช่นกัน อย่างกุ้งแช่แข็งและแปรรูปที่ส่งออกลดลง 34.2% ยังคงเป็นผลต่อเนื่องจากโรคตายด่วน ประกอบกับความต้องการจากตลาดญี่ปุ่น สหรัฐ แคนาดา ชะลอตัวลง
แต่กระทรวงพาณิชย์ยังคงหวังลึกๆ ว่าเศรษฐกิจโลกจะกลับมาฟื้นตัวในปีนี้ และเป็นปัจจัยบวกในการผลักดันการส่งออกไทยได้ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกยังผันผวนและเปราะบางอยู่
นั่นเพราะตัวเลขการส่งออกในตลาดหลักของเดือน ม.ค. พบว่าการส่งออกไปตลาดหลักและมีศักยภาพสูงมีอัตราขยายตัว 2.2% โดยตลาดสหรัฐขยายตัว 0.4% ยุโรปขยายตัว 4.6% แม้ว่าตลาดส่งออกในภูมิภาคเอเชียจะชะลอตัวลงก็ตาม เช่น ตลาดจีนที่การส่งออกลดลง 0.8% อาเซียนลดลง 5% และอินเดียลดลง 11.6%
ท่ามกลางปัจจัยลบที่ดูท่วมท้นต่อการส่งออกไทยในปีนี้ แม้กระทรวงพาณิชย์จะยังคงเป้าหมายการทำงาน เพื่อผลักดันการส่งออกไทยขยายตัว 5% มูลค่า 2.39 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
แต่กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่วางใจ โดยได้มีการจัดทำสมมติฐานจากปัจจัยที่เข้ามากระทบต่อการส่งออก โดยได้แบ่งสมมติฐานออกเป็น 3 กรณี
คือ กรณีแรก การเมืองลากยาวเกินครึ่งปี รวมทั้งเศรษฐกิจโลกไม่ได้ฟื้นตัวตามที่คาดการณ์ไว้ การส่งออกสินค้าไทยปี 2557 จะขยายตัว 3% กรณีที่สอง หากเหตุการณ์การเมืองคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รวมทั้งเศรษฐกิจโลกขยายตัวตามคาดการณ์ การส่งออกจะขยายตัว 5% และกรณีที่สาม หากการเมืองคลี่คลาย และเศรษฐกิจโลกขยายตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ การส่งออกไทยจะขยายตัวได้ในระดับ 10%
ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในกรณีที่สองกับกรณีที่สาม ถือว่าเกิดขึ้นได้น้อยมากกว่ากรณีแรก เพราะหากดูจากสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววันนี้
ดังนั้น การส่งออกไทยในปีนี้ ที่จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย อาจกลายเป็นความผิดหวังมากกว่าความหวัง จากสัญญาณชะลอตัวของการส่งออกไทยตั้งแต่ต้นปี







