
ดัชนีผู้บริโภคเดือน ก.พ. ทรุดหนักรอบ 12 ปี
เป็นหนึ่งในสัญญาณอันตรายสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.พ.ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี ดัชนีอยู่ที่ 69.9 ลดลงเป็นเดือนที่ 11 และมีแนวโน้มว่าดัชนีความเชื่อมั่นจะลดลงอีกในอนาคต และทำให้เศรษฐกิจไทยซึมยาวถึงไตรมาส 2 จากปัจจัยลบด้านต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาการเมือง
เป็นหนึ่งในสัญญาณอันตรายสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.พ.ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี ดัชนีอยู่ที่ 69.9 ลดลงเป็นเดือนที่ 11 และมีแนวโน้มว่าดัชนีความเชื่อมั่นจะลดลงอีกในอนาคต และทำให้เศรษฐกิจไทยซึมยาวถึงไตรมาส 2 จากปัจจัยลบด้านต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาการเมือง
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.พ. อยู่ที่ระดับ 69.9 ต่ำสุดในรอบ 12 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2544 โดยมีสาเหตุจากความกังวลสถานการณ์ทางการเมือง และการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ การบริโภคของประชาชนยังมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปลายไตรมาส 2 เป็นอย่างน้อย เพราะเศรษฐกิจไทยยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว ในขณะที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูงและยังไม่มีเงินลงทุนใหม่ๆ เพื่อไปกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ทำให้การใช้จ่ายของภาครัฐโครงการต่างๆ ต้องหยุดชะงักไป โดยเฉพาะความล่าช้าของการจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้การใช้จ่ายและการบริโภคของชาวนาทั่วประเทศลดลง
“ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นที่ต่ำสุดในรอบ 12 ปี เป็นสัญญาณอันตรายต่อภาวะเศรษฐกิจไทย ที่น่าจะซึมยาวต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 2 เนื่องจากประชาชนกังวลต่อทิศทางของเศรษฐกิจและรายได้ในอนาคต และยังมีปัญหาค่าครองชีพที่สูงไม่สอดคล้องกับรายได้ ในขณะที่ภาคเอกชนเข้าสู่ภาวะถดถอย ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมชะลอตัว สัญญาณการลงทุนไม่ดีทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนรายได้จากการท่องเที่ยวที่ถือเป็นความหวังก็เริ่มชะลอตัว” ธนวรรธน์ กล่าว
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเดือน ก.พ. พบว่า อยู่ที่ระดับ 52.2 ต่ำสุดในรอบ 26 เดือน โดยผู้บริโภคเห็นว่าเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่แย่สูงถึง 49%
ธนวรรธน์ ระบุว่า ในส่วนผลการสำรวจภาวะการใช้จ่ายผู้บริโภค พบว่า ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์ใหม่ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 ดัชนีอยู่ที่ 94.7 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจน สอดคล้องกับดัชนีในการซื้อบ้านหลังใหม่ปรับลดลงเช่นกัน โดยดัชนีอยู่ที่ระดับ 86.2 โดยผู้บริโภคมองว่าช่วงเวลานี้ไม่เหมาะกับการซื้อบ้านใหม่ 51.1%
ขณะที่ผลสำรวจความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันค่าดัชนีปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 40.5 ต่ำสุดในรอบ 45 เดือน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าปัจจุบันสถานการณ์การเมืองอยู่ในภาวะขาดเสถียรภาพ 61% และมองแนวโน้มในช่วง 3 เดือนข้างหน้าการเมืองยังอยู่ในภาวะที่แย่อยู่
ดังนั้น ในวันที่ 20 มี.ค. ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ เตรียมประกาศปรับเป้าหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ จากเดิมที่คาดการณ์จะขยายตัว 34% จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 23% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว
ขณะที่ ปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกของเอสเอ็มอีเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มีมูลค่า 157,396.52 ล้านบาท ขยายตัว 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและเพิ่มขึ้น 9.42% จากเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยมูลค่าการส่งออกของเอสเอ็มอีต่อมูลค่าการส่งออกรวม คิดเป็นสัดส่วน 27.23% ตลาดที่ส่งออกไปมากที่สุด คือจีน 20,486 ล้านบาท ญี่ปุ่น 15,936 ล้านบาท สหรัฐ 12,927 ล้านบาท มาเลเซีย 7,733 ล้านบาท อินโดนีเซีย 7,617 ล้านบาท
ทางด้านการนำเข้ามีมูลค่า 188,359 ล้านบาท ลดลง 26.96% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 6.82% จากเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา







