
รัสเซีย-ยุโรป กอดอกกระอัก พึ่งศก.-พลังงาน ยากคว่ำบาตร
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
สาดสงครามน้ำลายไปหลายยกระหว่างผู้นำชาติตะวันตกนำโดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ กับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กรณีความขัดแย้งทางการเมืองในยูเครน เนื่องจากต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนที่ไม่อาจยอมถอย
อย่างไรก็ตาม แม้ท่าทีของชาติตะวันตกจะตอบโต้การกระทำของรัสเซียที่ส่งทหารเข้าไปในยูเครนอย่างแข็งกร้าว แต่หากสังเกตในรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนแล้วจะเห็นได้ว่า สมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ยังลังเลที่จะใช้มาตรการสายเหยี่ยวเช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเหมือนผู้นำสหรัฐ
ทั้งนี้ หลังมีรายงานระบุว่า รัสเซียได้จัดส่งกองกำลังทหารเข้าไปในไครเมีย สหรัฐสั่งหยุดการเจรจาข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนระดับทวิภาคีกับรัสเซีย ขณะที่ จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ส่งสัญญาณพิจารณาโดดเดี่ยวรัฐบาลกรุงมอสโก รวมถึงเตรียมการยกเลิกวีซ่าและอายัดทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซีย
ทว่า การตอบโต้ที่เกิดขึ้นกลับค่อนข้างสวนทางกับท่าทีฝั่งยุโรป ที่ยืนกรานขอใช้วิธีทางการทูตเป็นหลัก จนนักวิเคราะห์หลายสำนัก รวมถึง มาร์ค ทอมป์สัน นักวิเคราะห์จากซีเอ็นเอ็น มันนี สหรัฐ ระบุว่า ยุโรปดูจะมีทางเลือกจำกัดในการตอบโต้ท่าทีของรัสเซียต่อกรณีวิกฤตขัดแย้งในยูเครน
เหตุผลเพราะช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนานาประเทศในอียู โดยเฉพาะความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างค่อนข้างเหนียวแน่น ถึงขั้นที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยอมรับว่าไม่น่าแปลกใจเลยที่ยุโรปจะขอเลี่ยงใช้มาตรการดุดันกับรัสเซีย
โดยเฉพาะ เมื่อกลุ่มประเทศยูโรโซน ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากวิกฤตหนี้สาธารณะ ทำให้ผู้นำชาติต่างๆ จำเป็นต้องคิดพิจารณาให้หนักและรอบคอบ เพื่อไม่ให้มาตรการที่จะนำมาใช้กับรัสเซียส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของภูมิภาค
เนื่องจากสำหรับอียู รัสเซียถือเป็นคู่ค้าสำคัญที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 รองจากสหรัฐและจีน เป็นผู้จัดส่งและขายพลังงานรายใหญ่ และเป็นแหล่งลงทุนสำคัญสำหรับการขยายธุรกิจกิจการให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ปริมาณการค้าระหว่างอียูกับรัสเซียโดยรวมทั้งหมดในปี 2012 อยู่ที่ 4.62 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าปริมาณการค้าระหว่างสหรัฐกับรัสเซียรวมกันถึง 10 เท่า ขณะที่มูลค่าการค้าของสองประเทศในปี 2012 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 5.20 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แถมรัสเซียยังเป็นตลาดส่งออกสินค้ารายใหญ่ของอียู โดยเฉพาะเครื่องจักรอุตสาหกรรม ยานพาหนะ ยา เคมี และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร คิดเป็นมูลค่าราว 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
สถานะดังกล่าวส่งผลให้นักวิเคราะห์จากบริษัท ทีนิโอ อินเทลลิเจนซ์ สรุปว่า สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นระหว่างอียูกับรัสเซียก็คือ การที่อียูจะพูดขู่ว่าเตรียมเดินหน้าใช้มาตรการคว่ำบาตรกับรัสเซีย และระงับการเจรจาในโครงการความร่วมมือระยะยาว โดยหลีกเลี่ยงมาตรการหรือกฎระเบียบข้อบังคับที่จะส่งผลกระเทือนต่อความเคลื่อนไหวของเงินทุน สินค้า และทรัพยากรบุคคลในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน สถานะของรัสเซียยังค่อนข้างพิเศษสำหรับอียู เมื่อรัสเซียเป็นผู้ผลิตและจัดส่งพลังงานอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายเดียวและรายใหญ่ที่สุดของอียู โดย 25% ของน้ำมันที่ผลิตได้ในรัสเซียจะลำเลียงผ่านท่อส่งก๊าซในประเทศยูเครน ดังนั้น การเลือกใช้มาตรการรุนแรงใดๆ กับรัสเซียย่อมจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาด ซึ่งจะส่งผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคยุโรปที่ยังไม่สร่างไข้จากวิกฤตหนี้ดีสักเท่าไรนัก
เห็นได้จากราคาน้ำมันดิบในการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ภายในหนึ่งวันหลังรัสเซียส่งทหารเข้าไปในรัฐปกครองตนเองไครเมียในพื้นที่ประเทศยูเครน จนเรียกทั้งเสียงประณามและคำขู่เตือนจากชาติตะวันตก ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 1 เหรียญสหรัฐ เพราะนักลงทุนเริ่มหวาดวิตกกันว่าความตึงเครียดจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันสำรองในคลังของแต่ละประเทศ รวมถึงความยากลำบากในการจัดส่งน้ำมันของรัสเซีย
ทั้งนี้ ประเทศในอียูที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด หากรัสเซียประสบปัญหาในการขนส่งพลังงานให้อียูก็คือ ประเทศหัวเรือใหญ่ของกลุ่มอย่างเยอรมนี เนื่องจากก่อนหน้านี้ นอร์ด สตรีม บริษัทสัญชาติเยอรมนีได้ทุ่มเงินลงทุน 1.03 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อร่วมมือกับก๊าซพรอม บริษัทผลิตก๊าซยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย ในการสร้างท่อลำเลียงก๊าซจากรัสเซียมายังเยอรมนีบนเส้นทางที่ต้องผ่านประเทศยูเครน
นีล เชอร์ริง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จากแคปปิตอล อิโคโนมิกส์ ระบุว่า ยุโรปขณะนี้พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียอย่างมากจนยอมให้เงื่อนไขนี้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อระเบียบปฏิบัติทางการค้าระหว่างกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่ายุโรปจะเป็นฝ่ายพึ่งพารัสเซียอยู่เพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากฝ่ายรัสเซียเองก็จำเป็นต้องพึ่งพาการลงทุนจากยุโรป โดยอียูถือเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในรัสเซีย หรือคิดเป็น 75% ของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของรัสเซีย หรือราว 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ยุโรปก็เป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ของรัสเซียด้วยเช่นกัน โดยมีมูลค่าส่งออกในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 2.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่จะได้เห็นการผ่อนคลายท่าทีแข็งกร้าวของรัสเซียต่อกรณียูเครน โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างระบุว่า ท่าทีเมื่อต้นสัปดาห์ของรัสเซียเปรียบเสมือนการทดสอบปฏิกิริยาของตลาดและนักลงทุนทั่วโลก โดยหลังจากประจักษ์แล้วว่าความดุดันส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงระนาวและค่าเงินรูเบิลปรับตัวอ่อนค่ากราวรูด รัสเซียจึงเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและผ่อนท่าทีลงในที่สุด
ทว่า ตราบใดที่อียูยังคงต้องพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย และการที่รัสเซียต้องพึ่งพาอียูในเรื่องของการลงทุนและส่งออก ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกัน วิธีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจย่อมไม่ต่างอะไรกับหนามแหลมที่คอยทิ่มแทงทั้งสองฝ่ายให้เจ็บปวด







