posttoday
ไฟไหม้ในวุฒิสภาชี้ชะตายิ่งลักษณ์

ไฟไหม้ในวุฒิสภาชี้ชะตายิ่งลักษณ์

05 มีนาคม 2557

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมืองในเวลานี้ได้เข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง สว.อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว หลังจากเพิ่งผ่านพ้นการรับสมัครทั่วประเทศวันแรกเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยรวมนับว่ามีความคึกคักไม่น้อย ซึ่งวันรับสมัครจะไปสิ้นสุดในวันที่ 8 มี.ค. ก่อนไปตัดสินว่าใครจะได้เป็น สว.เลือกตั้งชุดที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ในวันที่ 30 มี.ค.ต่อไป

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมาตรา 111 กำหนดให้วุฒิสภาจะเป็นวุฒิสภาได้ต่อเมื่อมี สว.สรรหา และ สว.เลือกตั้ง รวมกันไม่ต่ำกว่า 95% หรือ 143 คน ซึ่งปัจจุบันมี สว.สรรหา 73 คน เท่ากับว่าอย่างน้อยต้องมี สว.เลือกตั้งที่ได้การรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 70 คน ถึงจะทำให้วุฒิสภามีสถานะทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของ สว.เลือกตั้งชุดใหม่ คือ การมีสมาชิกภาพความเป็น สว. แต่ไม่สามารถทำงานได้ แม้ว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 117 จะบัญญัติให้ สว.เลือกตั้งมีสมาชิกภาพนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง แต่มาตรา 123 กำหนดให้ สว.ต้องปฏิญาณตนต่อที่ประชุมวุฒิสภาก่อนถึงจะทำหน้าที่ สว.ได้

อุปสรรคสำคัญของการเปิดประชุมวุฒิสภาอยู่ที่การไม่มีสมัยประชุมรัฐสภา เนื่องจากอยู่ในระหว่างการเลือกตั้งให้ได้ สส.ครบตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดประชุมรัฐสภาและเริ่มนับสมัยประชุม ซึ่งตราบใดที่ยังเปิดสมัยประชุมไม่ได้ การเปิดประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ สว.ชุดใหม่ปฏิญาณตนก็ย่อมไม่สามารถทำได้เช่นกัน

ในประเด็นนี้ “นิคม ไวยรัชพานิช” ประธานวุฒิสภา เตรียมใช้มาตรา 132 (2) ที่บัญญัติให้วุฒิสภาสามารถเปิดประชุมวุฒิสภาเพื่อแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญในระหว่างมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร เป็นช่องทางให้ สว.เลือกตั้งหน้าใหม่เข้ามาปฏิญาณตนได้

เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นช่วงกลางเดือน เม.ย. เพราะวุฒิสภาต้องทำหน้าที่แต่งตั้งบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แทน “ใจเด็ด พรไชยา” ซึ่งจะพ้นจากตำแหน่งหลังจากมีอายุครบ 70 ปี กลางเดือน มี.ค.

ปัญหาแรกหมดไป แต่ปัญหาใหม่กำลังมา ปัญหาใหม่ที่ว่านั้นคือความขัดแย้งภายในวุฒิสภาว่าด้วยการกดดันให้นิคมลาออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา

โดยกลุ่ม 40 สว. เป็นโต้โผในเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าในเมื่อนิคมได้ดำรงตำแหน่ง สว.ฉะเชิงเทรา มาครบ 6 ปีแล้ว ย่อมถือว่าได้พ้นสภาพการเป็น สว. แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 117 รับรองให้ สว.เลือกตั้งที่หมดวาระจะทำหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมี สว.ใหม่ แต่บทบัญญัตินี้ไม่น่าจะครอบคลุมถึงการทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา และที่สำคัญโดยมารยาททางการเมืองนิคมควรแสดงสปิริตออกมาในฐานะที่ตัวเองมีคดีความเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบ

ขณะที่นิคมดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยยี่หระกับความพยายามเลื่อยขาเก้าอี้ประธานวุฒิสภาของกลุ่ม 40 สว.สักเท่าไหร่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีความมั่นใจว่าไม่มีทางที่ตัวเองจะตกเก้าอี้ด้วยเหตุดังกล่าวได้ ประกอบกับไม่มีช่องทางใดที่ สว.จะสามารถเข้าชื่อเพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นประธานวุฒิสภาได้ เว้นแต่จะถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวตามรัฐธรรมนูญ

“กรณีนี้ก็เหมือนกับการอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่แม้จะไม่ได้เป็น สส.แล้ว ด้วยผลจากการยุบสภา แต่รัฐธรรมนูญก็ยังให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเช่นเดียวกันกับการอยู่ในตำแหน่งประธานวุฒิสภาของท่านประสพสุข บุญเดช ในระหว่างที่มีการสรรหา สว.ชุดใหม่ ที่แม้ท่านประสพสุขจะพ้นจากตำแหน่ง สว.สรรหาแล้ว แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภาต่อไปจนถึงวันเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่” ถ้อยคำที่แสดงถึงความมั่นใจของประธานวุฒิสภา

สำหรับความขัดแย้งครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่กลุ่ม 40 สว.ไม่พอใจที่ประธานวุฒิสภาให้ฝ่ายกฎหมายออกหนังสือเวียนเมื่อเดือน ก.พ. เพื่อให้ส่วนราชการภายในสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภารับทราบว่าหากเกิดกรณีที่ สว. 50 คนที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดจะต้องนับ สว.กลุ่มนี้เป็นองค์ประชุมวุฒิสภาในระหว่างการพิจารณาถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปด้วย

ทั้งนี้ กลุ่ม 40 สว.มองว่า ในเมื่อ สว.ที่ถูกชี้มูลความผิดไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ชั่วคราวก็ไม่ควรนับเป็นองค์ประชุม โดยควรเอามาตรา 239 มาเทียบเคียงที่กำหนดไว้ว่าเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีการเลือกตั้งได้รับคำร้องเพื่อพิจารณาคดีทุจริตเลือกตั้งของ สว.หรือ สว.คนใดแล้วบุคคลนั้นต้องเว้นวรรคการทำหน้าที่ชั่วคราวและไม่ให้นับเป็นองค์ประชุมจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาให้ยกคำร้อง

ความเห็นเกี่ยวกับการนับองค์ประชุมที่สวนทางกันจะมีผลต่อคดีถอดถอนยิ่งลักษณ์จากคดีจำนำข้าว และคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญด้วย

ถ้านับองค์ประชุมเต็มคณะ การถอดถอนยิ่งลักษณ์และอดีต สส. สว. จำนวน 308 จะมีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากต้องใช้เสียง สว. ประมาณ 80 เสียงจาก สว.ที่มีอยู่ปัจจุบัน 142 คน (เดิม สว.มีอยู่ 149 คน แต่มี สว.เลือกตั้งลาออก 7 คน) ตรงกันข้ามหากนับองค์ประชุมในแบบตัด สว.ที่ถูกชี้มูลความผิดออกไป เสียงที่ใช้ถอดถอนจะอยู่ที่ประมาณ 60 เสียงเท่านั้น ซึ่งการถอดถอนย่อมมีความเป็นไปได้มากกว่า

การต่อสู้กันของทั้งสองฝ่ายต้องมีความอยู่รอดและอนาคตทางการเมืองเป็นเดิมพัน เพราะหากเกิดกรณีที่วุฒิสภาสามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้จริง บุคคลนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีพร้อมกับรับโทษการถูกถอนสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือราชการเป็นเวลาถึง 5 ปี โดยเฉพาะกับกรณีของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่เมื่อใดต้องพ้นจากเก้าอี้ย่อมเป็นจังหวะสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

ดังนั้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นคำตอบว่าทำไมไฟสงครามในวุฒิสภายังทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด

ผู้ประกันตน กว่า 79% คาดหวังบอร์ดชุดใหม่ ปรับสิทธิรักษา-เงินบำนาญ

ผู้ประกันตน กว่า 79% คาดหวังบอร์ดชุดใหม่ ปรับสิทธิรักษา-เงินบำนาญ