
เศรษฐกิจไทยไม่แกร่ง
หลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้อย่างแข็งแกร่งเกินกว่าที่หลายฝ่ายจะคาดคิด แม้กระทั่งสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ในต่างประเทศส่วนใหญ่เชื่อว่าไทยจะผ่านวิกฤตการเมืองครั้งนี้ได้ และกลับมาเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตได้อีกครั้ง เหมือนที่ไทยเคยผ่านวิกฤตร้ายแรงทั้งในและต่างประเทศ และสามารถฟื้นตัวได้ภายใน 2 ปีโดยเฉลี่ย
หลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้อย่างแข็งแกร่งเกินกว่าที่หลายฝ่ายจะคาดคิด แม้กระทั่งสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ในต่างประเทศส่วนใหญ่เชื่อว่าไทยจะผ่านวิกฤตการเมืองครั้งนี้ได้ และกลับมาเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตได้อีกครั้ง เหมือนที่ไทยเคยผ่านวิกฤตร้ายแรงทั้งในและต่างประเทศ และสามารถฟื้นตัวได้ภายใน 2 ปีโดยเฉลี่ย
ตัวอย่างล่าสุด คือ การเกิดมหาอุทกภัยในช่วงปลายปี 2554 ที่ทำลายการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องมา 3 ไตรมาสจนแทบหมดสิ้น แต่สุดท้ายเศรษฐกิจไทยก็สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้ในปี 2555
อย่างไรก็ตาม แม้จะฟื้นตัวได้ แต่ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยและการเติบโตด้วยการอัดเม็ดเงินจากนโยบายประชานิยมที่ผ่านมา โดยไม่มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานหรือการลงทุนด้านการผลิตที่แท้จริงมารองรับ อาจจะทำให้เซียนหลายสำนักต้องถูกหักปากกากันระนาว
ทั้งนี้ เนื่องจากหลังหมดนโยบายประชานิยมโดยเฉพาะการคืนภาษีรถยนต์คันแรกเมื่อปี 2555 แล้ว เศรษฐกิจไทยปี 2556 ก็เข้าสู่ภาวะกะปลกกะเปลี้ย ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ การลงทุน ที่สำคัญ การส่งออกหดตัวจนเศรษฐกิจไทยหมดเครื่องจักรที่จะมาขับคลื่อน แต่ก็ยังประคองตัวให้เติบโตได้เฉียด 3%
สำหรับปี 2557 สำนักวิเคราะห์หลายแห่งเริ่มเห็นตรงกันแล้วว่า ไตรมาสแรกปีนี้มีโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือเศรษฐกิจหดตัว และอย่างดีที่สุดก็เพียงเติบโตเท่ากับศูนย์ ขณะที่ระยะ 9 เดือนที่เหลือของปีนั้น ทุกสำนักต่างฝากความหวังไว้กับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ว่าจะหาข้อยุติและได้รัฐบาลภายในเดือน เม.ย. เพื่อให้มีรัฐบาลอำนาจเต็มมาบริหาร โดยเฉพาะการจัดทำงบประมาณ 2558 ที่จะต้องเริ่มใช้ในไตรมาส 4 ปีนี้
หากความหวังนั้นเป็นความจริง ก็ยังมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ อย่างน้อยก็ 23%
แต่ในความเป็นจริงนั้น สำนักวิเคราะห์ทุกแห่งต่างรู้อยู่แก่ใจว่าโอกาสที่ความขัดแย้งทางการเมืองจะยุติในอีก 2 เดือนข้างหน้านั้น มีความเป็นไปได้น้อยเต็มที แม้ฝ่ายผู้ชุมนุมจะยกเลิกการชัตดาวน์กรุงเทพฯ และคืนพื้นที่จราจรก็ตาม
ที่สำคัญ เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจจะต้องเผชิญปัญหากับการขาดดุลแฝด คือ เกิดการขาดดุลงบประมาณพร้อมๆ กับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แม้สัญญาณจะยังไม่ชัดเจนนักก็ตาม
ในส่วนของงบประมาณนั้น แม้ว่าปี 2557 จะกำหนดให้ขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท จากวงเงินงบประมาณ 2.525 ล้านล้านบาท แต่การจัดเก็บรายได้ที่ประมาณการไว้ 2.384 ล้านบาทนั้น อยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโต 45%
ปัญหาคือ ผ่านไปเพียง 2 เดือน หลายสำนักเริ่มปรับเป้าจีดีพีใหม่หมด ล่าสุด สำนักวิจัยกสิกรไทย ลดประมาณการจากเดิมที่คาดว่าจะโต 3% เหลือเพียง 2% ใกล้เคียงกับ 2.4% ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ถือว่าต่ำกว่าสมมติฐานในเอกสารงบประมาณกว่าครึ่ง
และแม้ว่า 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2557 รัฐจะสามารถจัดเก็บรายได้ได้ 6.54 ล้านบาท แต่ก็สูงกว่าเป้าเพียง 1,500 ล้านบาท หรือ 0.2% เท่านั้น และหากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ในเอกสารงบประมาณอีก 8 เดือนที่เหลือก็มีโอกาสจัดเก็บรายได้พลาดเป้า และฉุดให้งบประมาณขาดดุลมากกว่าที่คาด
ถ้าโชคดี การเบิกจ่ายงบต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 90% งบประมาณทั้งหมดก็อาจจะรักษาเป้าหมายการขาดดุลในเอกสารงบประมาณไว้ได้ แต่โชคร้ายจะตามมาจากการเบิกจ่ายไม่ตามเป้า เพราะเม็ดเงินที่จะเข้าหมุนเวียนในเศรษฐกิจจะลดลง ฉุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวตาม กลายเป็นลูกโซ่ไปหมด
ในด้านดุลบัญชีเดินสะพัดนั้น หากย้อนกลับไปดูตัวเลขย้อนหลังถึงปี 2555 จะพบว่าสุ่มเสี่ยงมาก!
โดยปี 2555 ไทยเริ่มขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลจากการส่งออกที่เติบโตเพียง 3% และดุลบริการที่ขาดดุล 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนปี 2556 สลับกันไปมาระหว่างการขาดดุลและเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ตลอด 4 ไตรมาส และปิดบัญชีสิ้นปีด้วยตัวเลขขาดดุล 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการส่งออกที่ติดลบ 0.2% และดุลบริการติดลบ 9,100 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนปี 2557 แม้เดือนแรกจะประเดิมด้วยการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ก็ปริ่มมาก เพียง 200 ล้านเหรียญสหรัฐ สาเหตุสำคัญที่ยังเกินดุลแม้การส่งออกจะติดลบ 1.5% ก็เพราะการนำเข้าลดลงถึง 12.9%
ขณะที่ 11 เดือนที่เหลือ การส่งออกของไทยยังมีความเสี่ยงและถูกท้าทายว่าจะขยายตัวได้ 5% ตามเป้าหมายหรือไม่ เพราะนอกจากปริมาณการค้าโลกมีการขยายตัวลดลงแล้ว ความสามารถในการแข่งขันของไทยก็ลดลงในบางสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ข้าวและยางพาราที่เคยเป็นสินค้าส่งออกสำคัญก็ได้รับผลกระทบ โดยข้าว แม้รัฐบาลจะมีนโยบายเร่งระบายข้าวเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้ชาวนา แต่มูลค่าที่ได้มีแนวโน้มจะลดต่ำลง จากราคาที่ต่ำลงในตลาดโลก ขณะที่ยางพาราได้รับผลกระทบจากการที่จีนลดความต้องการลง
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า หากมูลค่าการส่งออกในรูปเงินเหรียญสหรัฐไม่กลับมาเป็นบวกภายในไตรมาสแรกปีนี้ ก็จะกลายเป็น 1 ใน 3 ปัจจัยสำคัญที่จะต้องปรับตัวเลขจีดีพีปีนี้ใหม่อีกครั้ง
ภาวะการขาดดุลแฝดนี้ แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็กังวล รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ยอมรับก่อนหน้านี้ว่า ความกังวลว่าไทยจะเกิดภาวะขาดดุลแฝดนั้นเป็นไปได้สูง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาขาดดุลแฝดที่เกิดขึ้นกับไทยในยุคปัจจุบันจะไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเหมือนในอดีต
แต่จะกลายเป็นปัญหาความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยแทน ปัญหาขาดดุลแฝดก็ยิ่งจะซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยและทำให้ความเป็นไปได้ที่จะได้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังจากผ่านพ้นวิกฤตการเมืองครั้งนี้เหมือนในอดีตก็อาจจะมีโอกาสน้อยลง
เศรษฐกิจไทยจึงไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คาดไว้ ด้วยเหตุนี้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องไม่ประมาท และเตรียมรับมือให้ดี โดยภาครัฐจะต้องบริหารจัดการการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะที่ภาคเอกชนก็ต้องสำรองสภาพคล่องให้เพียงพอ หรือลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง
เพื่อประคองตัวให้อยู่รอดผ่านพ้นวิกฤตนี้ให้ได้







