
วาจาแห่งความเกลียดชังกับวาจาแห่งความจริง (1)
“...นี่ผม ไม่ได้จะบอกว่าเราต้องมาเกลียดชังเข่นฆ่าทำลายคนในชาติเดียวกันนะครับ แต่พ่อแม่พี่น้องก็จะต้องเตรียมตัวเตรียมอาวุธเอาไว้บ้าง พวกนั้นมันเลวระยำ ฆ่าคน ใช้ความรุนแรงยิงพวกเรา ผมก็ไม่อยากเห็นคนในชาติต้องมาเข่นฆ่ากัน แต่เราจะยอมให้มันเหิมเกริมยึดบ้านยึดเมืองเช่นนี้ไปไม่ได้ เราต้องทำอะไรกันสักอย่างแล้วพี่น้อง...
“...นี่ผม ไม่ได้จะบอกว่าเราต้องมาเกลียดชังเข่นฆ่าทำลายคนในชาติเดียวกันนะครับ แต่พ่อแม่พี่น้องก็จะต้องเตรียมตัวเตรียมอาวุธเอาไว้บ้าง พวกนั้นมันเลวระยำ ฆ่าคน ใช้ความรุนแรงยิงพวกเรา ผมก็ไม่อยากเห็นคนในชาติต้องมาเข่นฆ่ากัน แต่เราจะยอมให้มันเหิมเกริมยึดบ้านยึดเมืองเช่นนี้ไปไม่ได้ เราต้องทำอะไรกันสักอย่างแล้วพี่น้อง...
เราเป็นฝ่ายดี เป็นฝ่ายประชาธิปไตย เป็นประชาชนที่แท้จริงของประเทศนี้ เราจะยอมให้มันพวกชนชั้นอภิสิทธิ์มาข่มเหงเราอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ขืนเป็นแบบนี้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้แล้วละครับพี่น้อง แยกประเทศไปเลย หรือไม่ก็ต้องคิดว่าอยู่ร่วมกันไม่ได้แล้ว”
ข้างต้นคือเสียงจากชายหนุ่มวัยกลางคน ผู้จัดรายการวิทยุชุมชนในกรุงเทพฯ เป็นคืนหนึ่งซึ่งก็เหมือนทุกๆ คืนทั่วไปในกรุงเทพฯ ที่บนหน้าจอวิทยุจะมีรายการวิทยุของฝ่ายการเมืองคอยพูดเชิญชวนและปลุกปั่นคนฟังให้เตรียมพร้อมรับมือหรือรุกกลับกับฝ่ายตรงกันข้าม
ผมได้ยินอีกครั้งโดยไม่ยี่หระที่จะฟังมันอย่างตั้งใจ แต่คราวนี้มาจากคนขับแท็กซี่ที่ตั้งใจเปิดคลื่นนี้ให้ผู้โดยสารฟังอย่างกรอกหูแบบที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในคืนหนึ่ง
วาบความคิดแรกในหัวผม คือ เรามิได้อยู่ในสงครามความขัดแย้งทางการเมืองที่พื้นที่การปะทะระหว่างตำรวจกับประชาชน มีแต่กระสุน ดินปืน และระเบิดเท่านั้นที่เป็นอาวุธร้ายแรง แต่ยังมีภาษาที่สื่อสารระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธร้ายในการทำสงครามกัน การกล่าวร้าย การโจมตี การก่นด่า ประณาม ดูถูก หมิ่นหยาม หรือลดทอนความเป็นคนของฝ่ายตรงกันข้าม
เหล่านี้คือ “ชุดอาวุธทางภาษา” ที่สามารถนำมาใช้เพื่อสื่อสารสร้างความเกลียดชังระหว่างผู้คนได้
ผมคิดถึงคำแถลงการณ์ของนักการเมือง ทั้งนายกรัฐมนตรี และกำนันสุเทพ ตลอดจนนักการเมือง นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางสังคมหลายๆ ท่านที่ผ่านมา ก็ได้แง่มุมว่านักการเมืองหลายท่าน นักวิชาการหลายคน ต่างก็มีส่วนในการสื่อสารเพื่อสร้างความเกลียดชังและความจริงได้ผสมกันไป ที่สำคัญคือ คุณมองหาเส้นแบ่งของการสื่อสารทั้งสองประเภทนี้ออกหรือไม่?
มีความแตกต่างแน่นอนระหว่าง “วาจาแห่งความเกลียดชัง กับวาจาแห่งสัจธรรม”
วาจาแห่งความเกลียดชัง หรือโทสาวาทนั้น คือรูปแบบการสื่อสารที่มีเป้าหมายวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้คนในสังคมเกลียดชังซึ่งกันและกัน
โดยทั่วไป “วาจาแห่งความเกลียดชัง หมายถึง คำพูด ข้อความ ที่สื่อความหมายไปยังผู้อื่นเพื่อโจมตีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในคุณลักษณะพื้นฐานดั้งเดิมของเขา เช่น เชื้อชาติ ศาสนา เพศสภาพ หรือเพศกำเนิด” ซึ่งปัจจุบันอาจขยายขอบเขตไปถึงสถานะ ชนชั้น สีผิว ถิ่นกำเนิด อาชีพ ระดับการศึกษา รายได้ และสถานะทางสังคม หรือกลุ่มความคิดความเชื่อทางการเมือง ลัทธิ หรือวัฒนธรรมกลุ่มเฉพาะกลุ่มย่อยก็ได้
การสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง (Hatred Communication) คือปัญหาหนึ่งที่สื่อมวลชนอาจเผลอมีส่วนในการร่วมสร้างความแตกแยกของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ ศาสนา เพศ หรือความคิด ความเชื่อของกลุ่มคนต่างๆ ซึ่งนำไปสู่การแบ่งแยก การแตกแยก หรือการปฏิเสธการมีอยู่ของผู้อื่น และอาจนำไปสู่การสร้างความเกลียดชังของผู้คนในชาติ จนนำไปสู่ความรุนแรงขั้นจลาจล สงคราม หรือการฆ่าฟันกันได้
การสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง คือ การแสดงออกต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล โดยมีฐานอคติเกี่ยวกับเชื้อชาติ ชนชั้น ความฝักใฝ่ทางเพศ สถานที่เกิด อุดมการณ์ทางการเมือง กลุ่มวัฒนธรรม ศาสนา หรือคุณลักษณะอื่นใดที่นำไปสู่การแบ่งแยกได้
ผมขออนุญาตจัดระดับเนื้อหาที่ถือว่าเป็นวาจาแห่งความเกลียดชัง อาจไล่ระดับจากเบาไปหาหนัก ดังนี้
(1) การก่นด่า ด่าทอ สาป บริภาษ (Swear/Curse/Humiliation) ด้วยการใช้ภาษาหยาบคาย รุนแรง ดูถูก เหยียดหยาม ทำให้รู้สึกอับอายขายหน้า เกิดความอัปยศอดสู
(2) การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจผิด (Distortion/Mislead/Biased) การโน้มน้าวใจชักจูงให้เชื่อถือด้วยข้อมูลผิด การบิดเบือนด้วยอคติส่วนตัว เพื่อผลประโยชน์ของตน
(3) การนิยามคนอื่น (Dehumanized) ในเชิงลดคุณค่า ทำให้มีความหมายเชิงลบ กลายเป็นตัวตลก เป็นสัตว์ ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
(4) การสร้างความรู้สึกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย (Separation/usthem, wethey) แบ่งพวกเขาพวกเราแยกออกชัดเจน ไม่ใช่พวกเดียวกัน เพื่อสร้างความรู้สึกแตกต่าง
(5) การสื่อความหมายปฏิเสธการอยู่ร่วมกัน การกีดกันออกจากสังคม การเลือกปฏิบัติในกฎระเบียบทางสังคม (Segregation/Discriminate)
(6) การตีตราประทับภาพเหมารวมตายตัวในเชิงลบ (Stereotype) กลายเป็นค่านิยม กรอบความคิดหลงผิดต่อคนฝ่ายตรงข้ามแบบลงลึกในระดับความหมายทางสังคมที่เชื่อถือกัน
(7) การยุยงปลุกปั่น (Excite/Incite) ปลุกระดมให้ผู้อื่นร่วมเกลียดชัง ร่วมกิจกรรมบางอย่างที่นำไปสู่การกระทำที่สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น ผู้ที่เห็นต่าง ผู้ตรงกันข้าม
(8) ระดมกำลังไล่ล่า (Offence/Threaten) ขู่คุกคามมาดร้ายถึงชีวิต การลงทัณฑ์ทางสังคม (Social Sanction) รุมประณามอย่างรุนแรงด้วยกลุ่มบุคคล การเนรเทศ หรือนำไปสู่การประกาศเข่นฆ่า
ทั้ง 8 ระดับอาจนำไปสู่สงครามกลางเมือง การเข่นฆ่าทำร้ายกันได้ภายในคนชาติเดียวกัน
ปัญหาของวาจาแห่งความเกลียดชังก็คือ เราไม่รู้สึกว่ามันคือความรุนแรง ทั้งๆ ที่มันคือความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง อาจเป็นเพราะคนทั่วไปเข้าใจว่าความรุนแรงคือการแสดงออกทางกายภาพ คือ ทำร้ายร่างกายกันเท่านั้น แต่ควรเข้าใจใหม่ว่า วาจาแห่งความเกลียดชังนั้นถือเป็นการกระทำที่อันตรายมาก เพราะมันคือสาเหตุของความรุนแรงทางกายภาพนั่นเอง
วาจาแห่งความเกลียดชังนั้น สามารถปรากฏได้ในหลายรูปแบบ ทั้งจากคำสัมภาษณ์ของนักการเมือง คำปราศรัยหาเสียง แถลงการณ์ สโลแกน นโยบายพรรคการเมือง หรือวิวาทะโต้ตอบปะทะทางการเมือง กระทั่งการพูดคุยสื่อสารกันในโลกออนไลน์ ในสื่อสังคม จากผู้คนธรรมดา ก็สามารถเป็นวาจาแห่งความเกลียดชังได้
แต่ความน่ากลัวของวาจาแห่งความเกลียดชัง คือ การทำให้ความรุนแรงทางภาษาของวาจาเหล่านั้น “ดูเป็นเรื่องปกติธรรมดา” หรือเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็กระทำกันในสังคม







