
ปลุกจริยธรรมสื่อยุคดิจิตอล
ปลุกจริยธรรมสื่อยุคทีวีดิจิตอล สกัดภาพ-โฆษณา-CSRผิดกฎหมาย อาหารยาละเมิดสิทธิผู้บริโภค
ปลุกจริยธรรมสื่อยุคทีวีดิจิตอล สกัดภาพ-โฆษณา-CSRผิดกฎหมาย อาหารยาละเมิดสิทธิผู้บริโภค
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดเวที สช.เจาะประเด็นหัวข้อ “สื่อยุคทีวีดิจิตอล สร้างสุขหรือทุกขภาวะ” ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
นางอรพรรณ ศรีสุขวัฒนา รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจสื่อสารมวลชนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้ง สิ่งพิมพ์ วิทยุชุมชน โซเชียลมีเดีย เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม และล่าสุดคือ "ทีวีดิจิตอล" อีก 24 ช่อง ทำให้องค์กรที่มีบทบาท ในการกำกับดูแลจริยธรรมของสื่อมวลชน จำเป็นต้องยกระดับการทำหน้าที่ภายใต้บริบทใหม่ เนื่องจากมีแนวโน้มว่าทุกสื่อ ต้องเร่งรัดหารายได้จากการโฆษณาสินค้า อาจกลายเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการด้านสุขภาพ อาทิ ยา ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง ใช้เป็นโอกาสในการสื่อสารการตลาด ด้วยวิธีโฆษณาสรรพคุณเกินความจริง ซึ่งที่ผ่านมามีการร้องเรียนจากผู้บริโภคจำนวนมาก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการสินค้าที่ทำลายสุขภาพ อาทิ เหล้า บุหรี่ ได้โฆษณาแฝงผ่านกิจกรรมเพื่อสังคม(CSR)
สช.และภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของวิชาชีพสื่อมวลชน ในการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจส่งกระทบต่อสุขภาวะของผู้บริโภค จึงได้ขับเคลื่อนวาระสำคัญ ของการประชุม สมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 6 วันที่ 26-28 มีนาคม 2557 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ใน 2 เรื่อง ได้แก่ "แผนยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาโฆษณาที่ผิดกฎหมาย ยา อาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ พ.ศ.2557-2561" และ "การกำกับดูแลสื่อและการสื่อสารการตลาดของผลิตภัณฑ์ยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์" ซึ่งหากได้รับฉันทามติแล้ว จะนำไปสู่แนวทางปฏิบัติร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
นอกจากนี้ สช.ยังได้ติดตามความก้าวหน้าของ มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 4 เรื่อง "การจัดการปัญหาการฆ่าตัวตาย" ที่ได้ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนให้งดเว้นการเสนอภาพหรือเนื้อหา ที่ส่อถึงความรุนแรงและวิธีการฆ่าตัวตายทางสิ่งพิมพ์ ออนไลน์ และทางโทรทัศน์ มุ่งสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ สร้างความรักความผูกพันในครอบครัว
ด้าน ภญ.ศรีนวล กรกชกร ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนการจัดการปัญหาการโฆษณาที่ผิดกฎหมายของยา อาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทางวิทยุกระจายเสียง สื่อโทรทัศน์ อินเตอร์เนต สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า จากการติดตามการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผ่านสื่อทั้งทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์ ตลอดระยะเวลา 3-4ปีที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องดำเนินการในเชิงรุก โดยดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมมือ โดยเฉพาะสื่อมวลชน ด้วยการสร้าง "สื่อสีขาว" มุ่งเน้นคุณธรรมและจริยธรรม ทำหน้าที่เหมือนตะแกรงร่อนเบื้องต้นให้กับผู้บริโภค
"ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องวางมาตรการเชิงรุกเพื่อควบคุมอย่างเข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากมีการใช้สื่อ อินเตอร์เนต ซึ่งคนเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น อาทิ เฟซบุ๊ค ประกอบกับการมี ทีวีดิจิตอล ที่กำลังเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก ซึ่งแต่ละช่องประมูลด้วยเงินลงทุนสูงมาก หากมองในเชิงธุรกิจ กลุ่มนี้ต้องหารายได้กลับมาจากการโฆษณา ประกอบกับมีการแข่งขันในสินค้าเหล่านี้สูง ดังนั้นปัญหาการโฆษณาผิดกฎหมายและเกินจริง จะมีมากขึ้นตามลำดับ"
ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม เลขาคณะทำงานการกำกับดูแลสื่อ และการสื่อสารการตลาดของผลิตภัณฑ์ยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการ ได้โฆษณาและสื่อสารการตลาดสินค้ายาสูบและแอลกอฮอล์ ผ่านสื่อออนไลน์เพื่อกระตุ้นผู้บริโภค ให้สูบบุหรี่และดื่มสุราโดยตรง ผ่านทางเวปไซด์ เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรืออินสตราแกรม ซึ่งเป็นช่องทางที่ยังไม่สามารถควบคุมได้
นอกจากนั้น ยังพบการโฆษณาแฝงของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่กฎหมายปัจจุบันอนุญาตให้โฆษณาเชิงสร้างสรรค์สังคม จึงเป็นช่องทางให้ผู้ผลิตและจำหน่าย หันมาทำโครงการกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ CSR เพื่อสร้างพื้นที่ข่าวมากขึ้น อาทิ การให้เงินสนับสนุนองค์กรต่างๆ การกีฬา คอนเสิร์ต หรือการแจกผ้าห่ม ซึ่งถือเป็นการโฆษณาโดยตรง และยังสร้างเครดิตให้บริษัท โดยที่หน่วยงานภาครัฐยังตามไม่ทันอีกด้วย
การแก้ปัญหาต้องดำเนินการ ๒ ทางไปพร้อมกัน คือในส่วนของสื่อในฐานะที่เป็น "ผู้ส่งสาร" ต้องวางข้อบังคับจริยธรรมของวิชาชีพ เป็นกรอบในการกำกับดูแลการทำงาน ขณะที่ผู้บริโภคซึ่งเป็น "ผู้รับสาร" ต้องรู้ว่ากำลังถูกละเมิดด้วยการโฆษณาหรือไม่ และหากจะร้องเรียนหรือฟ้องร้องต้องทำอย่างไร เพราะการดำเนินการทางกฎหมาย จำเป็นต้องมีเอกสารและหลักฐานต่างๆ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีแนวทางให้ความรู้แก่ผู้บริโภคด้วย
ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย) กล่าวว่า สมาคมฯมีแนวทางกำกับดูแลสมาชิกซึ่งมีจำนวนกว่า 100 ช่อง โดยกำชับให้ตรวจสอบการโฆษณา โดยเฉพาะยารักษาโรค อาหาร หรือผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพอย่างเคร่งครัด หากเป็นสินค้าที่ไม่มีตรา "อย.” กำกับ จะไม่ให้มีการลงโฆษณาทางสถานีอย่างเด็ดขาด ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีมาโดยตลอด หากไม่ดำเนินการจะถูกขับจากสมาคมฯ โดยทางสมาคมฯได้ยึดถือหลักจริยธรรม ที่จะสร้างความเชื่อถือจากผู้ชมในระยะยาว มากกว่าผลประโยชน์ทางธุรกิจในระยะสั้น
"ปัจจุบันผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ดาวเทียมมีด้วยกัน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคิดว่า ด้านได้ อายอด จึงต้องอาศัยการไล่ตามจับโฆษณาที่ผิดกฎหมาย ส่วนกลุ่มที่สอง ต้องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน สิ่งใดที่ทำแล้วได้รับความเชื่อถือหรือเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจในระยะยาวก็พร้อมจะสนับสนุน แต่ถ้าทีวีช่องใด ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมฯ แต่พบการโฆษณาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เราก็คงไม่สามารถเข้าไปทำอะไรได้ เพราะไม่มีอำนาจ"
นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า ในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนนั้น จะแยกพื้นที่การโฆษณาซึ่งเป็นเรื่องทางธุรกิจ ให้ฝ่ายโฆษณาเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นคนละฝ่ายกับผู้ที่ดูแลเนื้อหารายการ แต่ปัจจุบันพบว่า ได้มีพัฒนาการของการโฆษณาเข้าไปแทรกอยู่ในเนื้อหาของสารคดี หรือโฆษณาแฝง อาทิ การวางโลโก้สินค้าไว้ตำแหน่งสำคัญๆ เช่น ด้านหน้าผู้ประกาศข่าว หรือในเนื้อหาละคร เป็นต้น ในส่วนของธุรกิจสิ่งพิมพ์ พบว่า ปัจจุบันยังมีการละเลยที่จะระบุให้ชัดเจน ว่าเนื้อหาที่ลงนั้นเป็นพื้นที่โฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ ดังนั้น การแก้ปัญหา จึงขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของฝ่ายผลิตเนื้อหาข่าว หรือรายการ ที่จะต้องวางกรอบจรรยาบรรณว่า โฆษณาแบบใดสามารถทำได้หรือทำไม่ได้อย่างไร ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของธุรกิจมากำหนด
นายสมบัติ ลีลาพตะ ผู้อำนวยการกลุ่มงานกฎหมายกระจายเสียง และโทรทัศน์ รักษาการรองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า กสทช.มีกรอบในการกำกับดูแลเนื้อหาการโฆษณาที่ออกอากาศทางทีวีและวิทยุกระจายเสียง รวมถึงทีวีดิจิตอลที่กำหนดออกอากาศในเดือนเมษายนนี้ ขณะที่สื่ออื่นๆอาทิ สื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ได้อยู่ในอำนานจของ กสทช.โดยมาตรการกำกับดูแลนั้น ครอบคลุมในทุกจุด ตั้งแต่กำหนดเวลาของช่วงการโฆษณาอย่างชัดเจนในแต่ละชั่วโมง หรือเฉลี่ยต่อวัน รวมถึงเนื้อหาการโฆษณาต้องไม่เอาเปรียบผู้บริโภค
พร้อมกันนี้ก็มีบทลงโทษอย่างชัดเจนตามพรบ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 สำหรับโทษปรับทางปกครองขั้นสูงสุด ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5แสนบาท แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อครั้ง หรือรายวันไม่เกิน 1 แสนบาท หากฝ่าฝืนคำสั่งมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท ส่วนมาตรการสูงสุดเป็นการเพิกถอนใบอนุญาต ขณะเดียวกันก็มีข้อกำหนดในการออกใบอนุญาตใหม่ และกสทช.ยังได้มีส่วนร่วมในการจัดทำมาตรฐานจริยธรรม เพื่อใช้ระหว่างผู้ประกอบกิจการด้วยกัน เพื่อวางแนวทาง เป็นกรอบการโฆษณา และบริการที่เหมาะสม







