posttoday
เอสเอ็มอีวิกฤตรอบ100ปี

เอสเอ็มอีวิกฤตรอบ100ปี

22 กุมภาพันธ์ 2557

นโยบายรัฐบาลการเมืองรุมทุบหนัก4ด้านโฆสิตแนะปรับตัวคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ

นโยบายรัฐบาลการเมืองรุมทุบหนัก4ด้านโฆสิตแนะปรับตัวคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ

ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก เผชิญวิกฤตรอบ 100 ปี “โฆสิต” แนะเร่งปรับตัว คุมต้นทุน

เอกชน เอสเอ็มอี เผชิญ 4 วิกฤตใหญ่ ต้นทุนแพง กำลังซื้อหด รายเล็กแข่งลำบาก การเมืองเดือด ครั้งใหญ่รอบ 100 ปีชี้หากผ่านไปได้กลายเป็นธุรกิจแข็งแกร่งมากขึ้น เตือนเร่งปรับตัวอย่าหยุดทำธุรกิจ

นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ นายกสมาคมธุรกิจไม้และประธานสภาผลิตภัณฑ์ไม้แห่งอาเซียน เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) กำลังเผชิญวิกฤตในประเทศครั้งใหญ่ในรอบ 100 ปี โดยมีผลกระทบหนักใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นทุกรายการ หลังจากภาครัฐปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ส่งผลให้มีเอสเอ็มอีปิดกิจการจำนวนมาก

2.กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัวต่อเนื่องและมีความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก 3.วิกฤตการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีความพร้อมมากกว่ารายเล็ก 4.วิกฤตการเมืองในประเทศที่เกิดการประท้วงต่อเนื่องในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา กระทบต่อการดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอี

มีการประท้วงในประเทศอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มต่างๆ “สถานการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการไทยในรอบกว่า 100 ปี หากผู้ประกอบการและเอสเอ็มอีผ่านไปได้ จะเข้มแข็งและเติบโตได้” นายจิรวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรปรับตัวรับมือวิกฤตโดยใช้พิซซ่า โมเดล เพื่อความอยู่รอด ต้องปรับแนวคิดการทำธุรกิจใหม่ เริ่มตั้งแต่มองวิกฤตว่าเป็นโอกาส ปรับมาวางแผนธุรกิจระยะสั้น 1 เดือน ระยะกลาง 6 เดือน และระยะยาว 1 ปี จากเดิมที่วางแผนธุรกิจระยะยาว 5 ปี โดยการปรับมาวางแผนธุรกิจในระยะสั้น เพราะสถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วและต้องปรับมาผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ยุคสินค้าราคาถูก

“คนทำธุรกิจไม่สามารถหยุดทำธุรกิจได้ เหมือนกับการขี่จักรยาน เพราะหากหยุดขี่จักรยานก็จะล่มลงอย่างแน่นอน ผู้ประกอบการจะอยู่เฉยเพื่อรอสถานการณ์ให้หยุดไม่ได้ ถ้าไม่ทำอะไรธุรกิจก็แย่แน่ อยู่ไม่ไหวแน่นอน” นายจิรวัฒน์ กล่าว

ขณะที่จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังมีการชุมนุประท้วงอยู่นั้น ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเอสเอ็มอีและธุรกิจในประเทศ โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ ธุรกิจท่องเที่ยว ภาคการเกษตร และสินค้าฟุ่มเฟือย รวมถึงธุรกิจที่มุ่งขายสินค้าในประเทศจะได้รับผลกระทบในเรื่องกำลังซื้อลดลง กระทบต่อสภาพคล่อง ส่วนนธุรกิจส่งออก ยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็จะกระทบด้านความเชื่อมั่นของผู้ซื้อต่างประเทศ กระทบให้เกิดการหยุดผลิตสินค้า การท่องเที่ยว และการส่งออกได้

ขณะที่เอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมไม้ที่มีจำนวน 1.2 หมื่นโรงงาน ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ลงมาก ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และยังได้รับผลกระทบจากการเมืองในประเทศ จึงคาดว่ายอดขายของผู้ประกอบการจะหดตัวลง 1015% ในปีนี้ และธุรกิจอยู่ในภาวะวิกฤตที่มีแต่ทรงและทรุดตัวซึ่งยังไม่ถึงขึ้นปิดกิจการ ส่วนการส่งออกอุตสาหกรรมไม้ คาดว่าจะเติบโต 5% มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านเหรียยสหรัฐ มีตาดหลักได้แก่ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น

นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมกำลังติดตามสถานการณ์ของเอสเอ็มอีอย่างใกล้ชิด โดยพบว่า สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นปิดกิจการ และมีการเลิกจ้างแรงงานแต่อย่างใด โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในกลุ่มภาคการผลิตที่มีจำนวน 500,000 ราย ยังมีกำลังการผลิตดีอยู่ ขณะเดียวกันกรมได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมุ่งใช้เทคโนโลยีใหม่ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า และขยายตลาดในอาเซียน เพื่อให้แข่งขันได้มากขึ้น

“โฆสิต” แนะเอสเอ็มอีเร่งปรับตัวควบคุมต้นทุนพัฒนาคุณภาพสินค้า รับมือภาวะอุปสงค์ในตลาดหดหลังจีดีพีปีนี้ส่อโตได้แค่ 3%

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า โจทย์สำคัญที่ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยจะต้องเผชิญในปีนี้ คือ การรักษาธุรกิจให้ยังมีผลกำไรท่ามกลางภาวะที่อุปสงค์ในตลาดปรับลดลงตามการขยายตัวของจีดีพีที่เชื่อว่าจะขยายตัวได้ไม่เกิน 3% ขณะที่ปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น การลงทุนของภาครัฐ รวมทั้งภาคส่งออกก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง

“จุดเล็กๆที่มองว่าจะเป็นปัจจัยส่งเสริมในปีนี้คือเงินบาทที่อ่อนค่า แต่ต้องไม่ลืมว่าค่าเงินของคู่แข่งก็อ่อนลงเช่นกัน ทำให้การส่งออกขณะนี้ยังคาดการณ์ได้ยาก ซึ่งในภาวะที่หวังพึ่งอุปสงค์ไม่ได้เช่นนี้ ธุรกิจจะต้องหันมาปรับตัวด้านอุปทานแทนเพื่อดูแลสภาพคล่อง” นายโฆสิต กล่าว

สำหรับแนวทางการปรับตัวด้านอุปทานมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น การบริหารจัดการด้านทรัพยากรบุคคล ต้นทุนการขนส่งและการลงทุนระบบไอที 2.การเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มโอกาสและมูลค่าในการขายสินค้าของตัวเองและ 3.การหาพันธมิตรเพื่อรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์เพิ่มอำนาจต่อรองคู่ค้า

“ปกติธุรกิจเอสเอ็มอีมักจะให้ความสำคัญกับยอดขายเป็นหลัก โดยหวังว่าถ้ายอดขายโตก็จะไปดันผลกำไรให้เพิ่มขึ้นไปด้วย แต่สถานการณ์ในปัจจุบันต้องทำกลับกันคือตั้งโจทย์ก่อนว่าจะทำอย่างไรให้มีกำไรหรือไม่ขาดทุน โดยที่ยอดขายไม่เพิ่มขึ้น” นายโฆสิต กล่าว

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เบรนท์ฟอร์ด พบ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด เบรนท์ฟอร์ด พบ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69