posttoday
ศก.เกิดใหม่สะท้านทรวงมะกันส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย

ศก.เกิดใหม่สะท้านทรวงมะกันส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย

21 กุมภาพันธ์ 2557

หลังจากที่เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมาธิการด้านนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ของเดือนที่แล้วออกมา

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

หลังจากที่เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมาธิการด้านนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ของเดือนที่แล้วออกมา ก็ทำเอานักลงทุนและตลาดหุ้นทั่วโลกเมื่อวานนี้ดิ่งลงเป็นทิวแถว โดยดัชนีตลาดหุ้นเอ็มเอสซีไอ ที่จับตาดูค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้น 45 ประเทศทั่วโลก ดิ่งลง0.6% อยู่ในจุดต่ำสุดในรอบ 6 วัน ขณะที่ดัชนีหุ้นเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น ดิ่งลงเกือบ 1%

เพราะว่ารายงานประชุมเฟดครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการยืนยันว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าลดการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลงอย่างต่อเนื่องแล้ว ก็เริ่มมีทิศทางบ่งชี้ออกมาเช่นกันว่าแบงก์ชาติสหรัฐกำลังมีแนวคิดที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี อีกด้วย หลังจากที่ผู้กำหนดนโยบายการเงินบางส่วนเริ่มเห็นว่าเศรษฐกิจมะกันเริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้ว โดยเล็งว่าจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยก่อนกลางปี 2014 จากเดิมที่เล็งไว้ในปี 2015

หนำซ้ำ เมื่อรวมเข้ากับท่าทีของเฟดที่กำลังมุ่งจะหันมาดำเนินนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยไม่มีการเอื้อนเอ่ยถึงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ความผันผวนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เลยแม้แต่น้อย ก็คาดว่าต่อแต่นี้ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาทุนไหลออกอย่างหนักแน่นอน

เพราะเท่ากับว่าต่อไปนี้ไป สหรัฐจะมุ่งเดินหน้าทยอยลดการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรนลง โดยไม่แคร์สายตาใครอีกต่อไปว่า กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะได้รับความปั่นป่วนมากน้อยแค่ไหน จากการลดคิวอีหรือการปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดยึดเอา “ปัจจัยภายใน” ประเทศเป็นที่ตัวตั้งหลักในการกำหนดท่าที

การที่คณะกรรมการนโยบายการเงินบางส่วนของเฟด เริ่มออกมาส่งสัญญาณว่าแบงก์ชาติสหรัฐน่าจะเริ่มต้นขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นจากกำหนดเดิมที่เล็งไว้ว่าจะเริ่มขึ้นในปี 2015 มาเป็นก่อนกลางปี 2014 แทน ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มากขึ้น เนื่องจากเมื่อใดผลตอบแทนในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่นักลงทุนย่อมอยากที่จะขนเงินกลับไปลงทุนในสหรัฐ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าแถมยังดูมีความมั่นคงกว่าประเทศกำลังพัฒนา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะออกแถลงการณ์ภายหลังจากนั้นไม่นาน โดยเตือนไปยังกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐ ว่าการลดการใช้เครื่องมือนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายที่เร็วเกินไปอาจส่งผลเสียต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เป็นไปอย่างอ่อนแอ และทำให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่บางชาติเกิดภาวะผันผวนขึ้น

ทว่าในอีกมุมหนึ่งก็ใช่ว่า แถลงการณ์ของไอเอ็มเอฟชิ้นนี้ที่ออกมา จะเป็นการออกมากางปีกปกป้องกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยตรง เพราะในฝั่งของ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ก็ออกมาเผยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่นั้นจะชี้นิ้วโทษไปยังสหรัฐอย่างเดียวไม่ได้

เนื่องจากหัวเรือใหญ่ของไอเอ็มเอฟชี้ว่า ส่วนหนึ่งต้องโทษตัวของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เองด้วย ไม่เร่งปฏิรูปจัดการระบบเศรษฐกิจของตนเองให้เข้ารูปเข้ารอยเสียตั้งแต่เนิ่นๆ

ดังนั้น การมาโทษแบงก์ชาติสหรัฐว่าเป็นต้นเหตุของความผันผวน และกำลังก่อให้เกิดชนวนวิกฤตเศรษฐกิจ และปัญหาค่าเงินดิ่งอย่างหนักเพียงฝ่ายเดียวจึงไม่ถูกต้องนัก

ด้วยเหตุนี้ เมื่อดูจากแถลงการณ์ของ ลาการ์ด จึงเป็นเครื่องบ่งชี้แล้วว่า “กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องพึ่งตัวเองเสียแล้ว” เพราะต่อแต่นี้ไปคงไม่มีใครจะยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มและช่วยเหลืออีกต่อไปแล้ว

โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เอาแต่หลงระเริงไปกับช่วงเวลาแห่งการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ราคาถูกจากต่างชาติมาใช้เป็นแรงหนุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและใช้จ่ายเกินตัวอย่าง ตุรกี อินเดีย อินโดนีเซีย บราซิล อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ ต่างก็กำลังก้มหน้าชดใช้กรรมที่ทำเอาไว้ เนื่องจากกำลังเผชิญกับภาวะทุนไหลออก ขณะที่ค่าเงินก็ร่วงลงอย่างหนัก จนซ้ำเติมกับปัญหาเงินเฟ้อที่สูงอยู่แล้วให้ยิ่งเลวร้ายหนักมากขึ้น

เห็นได้จากค่าเงินแรนด์ของแอฟริกาใต้ที่อ่อนค่าหนักสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ค่าเงินลีราของตุรกีก็ร่วงลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ส่วนค่าเงินเปโซของอาร์เจนตินา ช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ร่วงลงอย่างหนักมากกว่า 10% ถือเป็นการอ่อนค่าลงในวันเดียวที่เลวร้ายสุดในรอบมากกว่า 10 ปี เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในบราซิลที่ในปีนี้ร่วงลงมาแล้วมากกว่า 10%

และถึงแม้หลายประเทศเลือกที่จะงัดมาตรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมาใช้เพื่อบรรเทาปัญหาทุนไหลออก และค้ำยันค่าเงินที่ดิ่งลงอย่างหนัก แต่ในทางกลับกันก็กำลังทำให้ปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจยิ่งเลวร้ายมากขึ้น เพราะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะไปทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในประเทศสูงขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การจ้างงานใหม่ๆ ในท้ายที่สุด

กล่าวได้ว่า ในปีนี้ถือเป็นปีที่เลวร้ายอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในหลายประเทศ เพราะนอกจากจะเจอปัญหาเศรษฐกิจแล้ว หลายประเทศต้องมาเผชิญหน้ากับวิกฤตการเมืองเข้ากระหน่ำซ้ำเติมอีกด้วย จนทำให้นักลงทุนยิ่งหมดความเชื่อมั่นลงไปอีก ไม่ว่าจะเป็น ยูเครน เวเนซุเอลา อียิปต์ และไทยแลนด์

ขณะที่กลุ่มมหาอำนาจเศรษฐกิจเกิดใหม่ “บริกส์” เองก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เนื่องจากในปีนี้ทั้งใน อินเดีย ตุรกี บราซิล แอฟริกาใต้ และอินโดนีเซีย ต่างก็มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ซึ่งภาวะดังกล่าวสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและการบริหารงานทางเศรษฐกิจขึ้น

เนื่องจากพรรครัฐบาลที่กำลังครองอำนาจอยู่เริ่มมีคะแนนนิยมตกต่ำลง เต็มไปด้วยปัญหาคอร์รัปชั่น ขณะที่การบริหารงานก็ไร้ประสิทธิภาพ จนทำให้เสี่ยงต่อการนำไปสู่การพลิกขั้วอำนาจขึ้นได้

ทั้งนี้ นอกเหนือจากปัจจัยเรื่องทุนไหลออกและปัญหาการเมืองแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่กำลังจะเข้ามากระทบโดยตรงต่อปัญหาในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ คือ “ความเสี่ยงต่อปัญหาเงินฝืดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว” โดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐ เนื่องจากปัจจุบันแม้ว่าเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐและยุโรปจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้ว แต่การบริโภคและการใช้จ่ายของประชาชนกลับยังไม่เข้าสู่ภาวะแข็งแกร่งอย่างแท้จริง

โดยสะท้อนได้จากดัชนีราคาผู้บริโภคที่โตที่ต่ำกว่าคาดการณ์ของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ 0.7% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 2% เช่นเดียวกับสหรัฐที่ดัชนีเงินเฟ้อในเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมาซึ่งขยายตัวอย่างกระท่อนกระแท่น เพียงแค่ 1.5% เท่านั้น ต่ำกว่าเป้าที่ต้องการที่ 2%

ดังนั้น การมุ่งหวังที่จะให้การฟื้นตัวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว กลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการหวังพึ่งพาการส่งออกสินค้าไปขายยังประเทศพัฒนาแล้วจึงไม่สามารถหวังอะไรได้มาก เพราะแม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นจริง แต่การบริโภคของคนในประเทศพัฒนาแล้วกลับไม่กระเตื้อง ดังนั้น การนำเข้าสินค้าจึงไม่น่าจะสูงเหมือนในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 ได้

และยิ่งเมื่อมาบวกรวมเข้ากับ ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งกำลังหันมาปฏิรูปเศรษฐกิจภายใน ก็คาดว่าจะยิ่งทำให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยิ่งสั่นสะท้านมากขึ้น เพราะแน่นอนว่าการชะลอตัวของพญามังกรย่อมหมายถึงการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ลดลงไปด้วย

อีกทั้งการที่จีนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศคู่ค้าหลักของหลายประเทศทั่วโลก โดยในปี 2012 พญามังกรแซงหน้าสหรัฐขึ้นเป็นประเทศที่ทำการค้าขายมากที่สุดในโลก โดยมีมูลค่านำเข้าส่งออกรวมกันประมาณ 3.87 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ก็ยิ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงบทบาทของจีนในตลาดการค้าโลกที่มากขึ้น

ดังนั้น การชะลอตัวของจีนย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อระบบการค้าการขายทั่วโลก

โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ไปยังแดนมังกร เช่น ออสเตรเลีย เปรู แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย ไปจนถึงไทย ซึ่งปีที่แล้ว จีน ได้แซงหน้าญี่ปุ่น ขึ้นเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า การประชุมของกลุ่มประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุด 20 ประเทศของโลก (จี20) ในปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นที่ นครซิดนีย์ จะเน้นการหารือถึงผลกระทบของภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจเกิดใหม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ กลุ่มประเทศดังกล่าวกำลังเจอวิกฤตถึง 4 ปัจจัยรุมเร้า ทั้งการลดคิวอีของสหรัฐ วิกฤตการเมืองภายใน ปัญหาเงินฝืดของชาติพัฒนาแล้ว และการชะลอตัวของจีน

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69