
วอนดับกระแสถอนเงิน
ธนาคารพาณิชย์วอนประชาชนหยุดแห่ถอนเงินด้วยเหตุผลทางการเมือง หวั่นกระแสลากยาวสะเทือนภาพรวมทั้งระบบ
ธนาคารพาณิชย์วอนประชาชนหยุดแห่ถอนเงินด้วยเหตุผลทางการเมือง หวั่นกระแสลากยาวสะเทือนภาพรวมทั้งระบบ
กระแสการแห่ถอนเงินฝากจากธนาคารออมสิน เพื่อนำไปฝากธนาคารอื่นกำลังสร้างความกังวลให้กับธนาคารพาณิชย์ เพราะเกรงว่าหากภาวะดังกล่าวยังมีต่อเนื่องจะกระทบต่อตลาดเงินและลุกลามไปถึงภาพรวมเศรษฐกิจได้
เวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า อยากวิงวอนให้ประชาชนยุติการถอนเงินและช่วยกันรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินประเทศ ในอดีตเคยมีบทเรียนแล้วว่า หากประชาชนไม่เชื่อมั่นในสถาบันการเงินจะมีผลกระทบร้ายแรงเพียงใด
“แม้ว่าการถอนเงินในขณะนี้จะเกิดจากความเชื่อ ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอของธนาคาร แต่หากยังดำเนินต่อไปก็น่ากังวล จึงอยากให้ช่วยแยกแยะความเชื่อทางการเมืองออกจากความเชื่อมั่นในระบบธนาคาร” เวทย์ กล่าว
ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ระบบธนาคารเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจประเทศที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด หากธนาคารใดมีปัญหาถูกถอนเงินในจำนวนมากๆ ในระยะเวลาอันสั้นก็อาจต้องกู้ยืมกันระหว่างธนาคารเพิ่มขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาในระบบและไม่เป็นผลดีต่อใคร
อย่างไรก็ดี ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ยังไม่พบว่ามีเงินฝากที่ไหลมาธนาคารกสิกรไทยอย่างมีนัย และยืนยันว่าการออกแคมเปญเงินฝากซูเปอร์ทวีทรัพย์ระยะเวลา 24 เดือน อัตราดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อดูดสภาพคล่องจากกระแสที่เกิดขึ้น แต่เป็นแคมเปญที่ชดเชยผลิตภัณฑ์เดิม เนื่องจากปัจจุบันธนาคารยังมีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ ขณะที่แผนการขยายสินเชื่อในปีนี้ก็ไม่ได้เร่งตัวมาก จึงไม่จำเป็นต้องระดมเงินฝาก
แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า เวลานี้ธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างกังวลว่า หากกระแสการถอนเงินฝากจากธนาคารออมสินยังดำเนินต่อไป ในไม่ช้าธนาคารออมสินจะประสบปัญหาสภาพคล่อง จนต้องเทขายสินทรัพย์สภาพคล่องที่ถืออยู่ เช่น พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หรืออาจต้องกู้ยืมเงินแบบอินเตอร์แบงก์ หรือกู้ยืมเงินจาก ธปท. เพื่อหาสภาพคล่องเข้ามายังธนาคาร ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะสั้นในระบบพุ่งสูงขึ้น ท้ายที่สุดจะไปกระทบอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมของประชาชนด้วย
ทั้งนี้ ข้อมูลธุรกรรมการกู้ยืมระหว่างธนาคารของ ธปท. พบว่าวันที่ 1718 ก.พ.ที่ผ่านมา มีปริมาณธุรกรรมเกิดขึ้นรวม 112,290 ล้านบาท แบ่งเป็นการกู้ยืมแบบชั่วข้ามคืน (O/N) 108,290 ล้านบาท และเป็นธุรกรรมประเภทมีระยะเวลา 3,000 ล้านบาท ส่วนอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นตลาดกรุงเทพ (BIBOR) วันที่ 19 ก.พ. ประเภทกู้ยืม 1 สัปดาห์ อยู่ที่ 2.27385% เพิ่มขึ้น 0.00077% จากวันที่ 17 ก.พ. ขณะที่ดอกเบี้ยกู้ยืม 1 เดือน อยู่ที่ 2.31308% เพิ่มขึ้น 0.00154%







