posttoday
ยื้อกันจนเยิน...แล้วยังไงต่อ

ยื้อกันจนเยิน...แล้วยังไงต่อ

19 กุมภาพันธ์ 2557

วิกฤตการเมืองในปัจจุบันยืดเยื้อมา 8 ปีแล้ว คำถามยอดนิยมคือ อะไรคือทางออก จะจบกันอย่างไรและเมื่อไร ผมตอบคำถามนี้ไม่ได้ ได้แต่แสดงความเห็นเล็กๆ น้อยๆ ตามภาษา

วิกฤตการเมืองในปัจจุบันยืดเยื้อมา 8 ปีแล้ว คำถามยอดนิยมคือ อะไรคือทางออก จะจบกันอย่างไรและเมื่อไร ผมตอบคำถามนี้ไม่ได้ ได้แต่แสดงความเห็นเล็กๆ น้อยๆ ตามภาษา

วิกฤตนี้ขึ้นๆ ลงๆ แต่ 3 เดือนที่ผ่านมา ผู้นำการชุมนุม โดยเฉพาะ กปปส. ต้องการปิดเกมด้วยชัยชนะ ซึ่งขอเดาว่าหมายถึงการกำจัดระบอบทักษิณ การมอบอำนาจบริหารให้แก่รัฐบาลประชาชน การมอบอำนาจนิติบัญญัติให้แก่สภาประชาชน ซึ่งจะเป็นไปได้ด้วยการสร้าง “สุญญากาศ” ทางการเมือง โดยอ้างว่าถ้าเกิดสถานการณ์เช่นนั้น ก็จะตีความบางมาตราของรัฐธรรมนูญหรือยกเว้นไม่ปฏิบัติตามบางมาตราของรัฐธรรมนูญเพื่อให้เข้ากับข้อเรียกร้องได้ แล้วจึงจัดให้มีการปฏิรูปการเมือง เพื่อให้แน่ใจว่าระบอบทักษิณจะไม่กลับมา

ฝ่ายรัฐบาลบอกว่าพร้อมจะคุย แต่ขอให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ คือ จัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อย มีสภาผู้แทนราษฎร มีรัฐบาลใหม่มาทำหน้าที่แทนรัฐบาลรักษาการในปัจจุบัน ส่วนเรื่องที่อาจจะยกมาคุยมีอาทิ เมื่อมีรัฐสภาแล้วก็สามารถแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีบทเฉพาะกาลยกเว้นไม่นำบทบัญญัติมาตรา 171 วรรคสอง ที่บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาใช้ โดยมีกำหนดเวลา เช่น 1 ปี การออกกฎหมายเพื่อรองรับกลไกการปฏิรูปการเมือง การที่รัฐบาลหลังการเลือกตั้งถือเป็นรัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่าน เมื่อวางรากฐานการปฏิรูปแล้ว ก็ยุบสภาผู้แทนราษฎรให้มีการเลือกตั้งใหม่ เช่น ภายใน 1 ปี

นอกจากจุดยืนของทั้งสองฝ่ายซึ่งผมสรุปเอาเองดังกล่าวข้างต้น ยังคงมีจุดยืนของฝ่ายสนับสนุนที่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด รวมทั้งที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใดโดยมีหรือไม่มีผลประโยชน์แทรกซ้อน ทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อและซับซ้อนมาก ทั้งสองฝ่ายใช้สื่อและการแสดงออกที่โหมกระพือความเกลียดชังที่ท้าทาย ยั่วยุซึ่งกันและกัน ขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัว กล่าวคือ การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ถูกกระทบทั้งหมด จึงขอเรียกระยะเวลา (Phase) ของความขัดแย้งนี้ว่า “ยื้อกันจนเยิน”

แล้วระยะเวลาหรือทางข้างหน้าเป็นอย่างไร ผมคิดว่าทางแพร่งข้างหน้ามี 3 ทาง คือ “ตาอยู่มายุติ” หรือ “พิฆาตกันจนยับ” หรือ “ยอมกันบ้าง” ผมไม่รู้ว่าตาอยู่จะเป็นใคร เป็นผู้ถืออาวุธหรือผู้ถือกฎหมาย หรือผู้ถือความชอบธรรม แต่ในใจผมยังถือว่าทางเลือกนี้แม้จะดีกว่าการพิฆาตกันจนยับ แต่ก็ยังสู้การยอมกันบ้างไม่ได้ เพราะผมขอถามว่าเป้าหมายปลายทางคืออะไร คือความเป็นธรรมใช่ไหม คือสังคมการเมืองที่พอเพียง พออยู่กันได้ คือกติกาการเมืองที่คนเกือบทั้งหมดมีความเห็นพ้องกันมิใช่หรือ หากหวังในความยั่งยืน สิ่งเหล่านี้ย่อมมาจากการยอมรับด้วยใจ มิใช่จำยอมให้รับ

จึงอยากตั้งคำถามให้ขบคิดว่า การยื้อต่อไป การเชิญชวนตาอยู่ การพิฆาตกัน มันดีกว่าการยอมกันบ้างสักแค่ไหน ดูเหมือนว่า กปปส.จะปฏิเสธการเจรจาทั้งหลายทั้งปวง ส่วนรัฐบาลก็ใช้อำนาจที่มีตามกฎหมาย แม้จะยืดหยุ่นบ้างก็ตาม โอกาสการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการจึงยังไม่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่ทั้งสองฝ่ายก็น่าจะเปิดช่องการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ วิธีหนึ่งของการพูดคุยคือ อย่าถกเถียงกันในเรื่องจุดยืน อย่าถกเถียงกันว่าใครถูกใครผิดจนวกวนอยู่ตรงนั้น จริงอยู่ ต้องมีโอกาสระบายความรู้สึก ความอึดอัดขัดข้อง ทัศนคติที่ปิดกั้นการพูดคุย ฯลฯ กันบ้าง แต่ควรตั้งคำถามสำคัญๆ สำหรับอนาคตของสังคมการเมืองไทยและกรอบกติกาที่อาจเห็นร่วมกันได้ ถ้าจะมีการตั้งเงื่อนไขกันบ้าง ก็ขอให้อยู่ในทำนอง “เส้นขาดตัว” (Bottom Line) ให้เหลือน้อยที่สุด และให้เป็นหลักการที่กว้างพอ เช่น ฝ่ายผู้ประท้วงอาจเสนอให้จัดสรรอำนาจบริหารและนิติบัญญัติโดยไม่มีการผูกขาด ฝ่ายรัฐบาลเสนอให้ทำตามวิถีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ขณะที่รอให้เขาคุยกันและฝ่ายที่ห่วงกังวลบางคนอาจรอลุ้นให้เขายอมกันบ้างอยู่ในขณะนี้ ยังมีอะไรพอให้ช่วยคิดช่วยทำได้บ้างไหม ผมคิดว่าในวิกฤตครั้งนี้ก็มีโอกาสที่จะเกิดการปฏิรูปการเมือง ซึ่งดูเหมือนว่าทุกฝ่ายพอจะเห็นด้วยในหลักการ เรามาช่วยคิดเรื่องนี้ให้รอบคอบและมองกันหลายๆ ด้านจะดีไหม ถ้าเรามาทำการถกแถลงแจงเหตุผล (Deliberation) กันไปพลางๆ ก็น่าจะเป็นการเตรียมการที่ดี

ประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปมี 3 ประเด็นที่ควรถกแถลงกัน คือ ประเด็นแรก กลไกหรือองค์กรการปฏิรูปควรมีที่มาอย่างไร ประเด็นที่สอง เนื้อหาการปฏิรูปควรมีขอบเขต หัวข้อหลัก และการจัดลำดับความสำคัญให้ทำก่อนหลังอย่างไร ประเด็นที่สาม ในท้ายที่สุด อำนาจการตัดสินใจอยู่กับใคร

ผมขอเริ่มจากประเด็นที่สามก่อน ขอเสนอว่าอำนาจการตัดสินใจในท้ายที่สุดควรตกอยู่แก่ประชาชน เช่น ถ้าต้องตัดสินใจว่าจะยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ขอให้ประชาชนตัดสินว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ย้อนกลับมาประเด็นที่สอง คือ เนื้อหาการปฏิรูป ผมขอเสนอว่าหัวข้อต่อไปนี้น่าจะอยู่ในลำดับความสำคัญที่สูง คือ การกระจายอำนาจ การปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูปการจัดเก็บภาษี การปฏิรูประบบงบประมาณเพื่อลดการคอร์รัปชั่น ด้วยเหตุผลว่าการปฏิรูปในเรื่องเหล่านี้จะยังประโยชน์แก่ประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องความเป็นธรรมและการลดความเหลื่อมล้ำ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูปการศึกษา น่าจะเป็นการปฏิรูปที่ค่อยเป็นค่อยไปโดยให้เกิดความคิดที่ตกผลึกร่วมกันให้มากไว้

กล่าวโดยสรุปคือ น่าจะเริ่มการปฏิรูปในเรื่องที่มีความสำคัญ เป็นประโยชน์แก่ประชาชนและมีการศึกษา เช่น โดยคณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปมาก่อนแล้ว

เหลือประเด็นแรกคือ ที่มาของกลไกการปฏิรูป ซึ่งขอเสนอในเบื้องต้นเป็นสามทางเลือกคือ (1) มาจากการเลือกตั้งทางตรงเป็นสภาปฏิรูป (2) มาจากการเสนอชื่อและสรรหาเป็นคณะกรรมการอำนวยการปฏิรูป ซึ่งอาจแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปในแต่ละหัวข้อ (3) มาจากการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นคณะราชกรรมาธิการ (Royal Commission) เพื่อทำการปฏิรูปเป็นเรื่องๆ ไป ประเด็นนี้จะขอยกไปกล่าวในโอกาสต่อไป

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69