
ภาษา สนช.
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีความขยันเป็นพิเศษ
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีความขยันเป็นพิเศษ สามารถเลือกที่จะมีส่วนร่วมในคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ของกรรมาธิการสามัญหรือวิสามัญตามแต่สมัครใจ ผมเองได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์ จึงมีหน้าที่จัดประชุมคณะกรรมาธิการชุดนี้อย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง นอกจากการประชุมสภาใหญ่อาทิตย์ละสองครั้งแล้ว
ทางสภาจัดงบประมาณให้กรรมาธิการชุดต่างๆ ไว้ใช้ดูงานทั้งในและต่างประเทศด้วย แต่คณะเราไม่เห็นความจำเป็นที่จะใช้เงินหลวงแบบนั้น แต่เห็นประโยชน์ที่จะใช้โอกาสในการศึกษางานบางประเภทกับเพื่อนบ้านโดยใช้เงินส่วนตัว ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่เราปฏิบัติหน้าที่ เราได้ไปดูงานค้าปลีกที่ประเทศจีนครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับและอำนวยความสะดวกอย่างสมเกียรติ
การเป็นสมาชิก (จำเป็น) สนช.ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่สร้างสีสันให้กับชีวิตอีกแบบหนึ่ง ผมเองภูมิใจที่ได้ใช้โอกาสนั้นมีส่วนผลักดันหรือสนับสนุนกฎหมายหลายฉบับที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ งานชิ้นโบแดงอย่างหนึ่งสำหรับตัวผมเองคือ พระราชบัญญัติหอการค้าฉบับปัจจุบัน (2550) ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยและเป็นพื้นฐานสำหรับการบริหารหอการค้าต่างๆ ในอนาคต
ผลพลอยได้อีกประการหนึ่งคือ ได้พบเพื่อนใหม่หลายท่าน หลากหลายอาชีพและวิถีชีวิต หลายๆ ท่านยังติดต่อพบปะกันมาต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือนักหนังสือพิมพ์ คุณภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ที่นำบันทึกชีวิตของผมฉบับนี้ลงตีพิมพ์เป็นรายอาทิตย์ทุกวันเสาร์เป็นเวลาอันยาวนานอยู่ในเวลานี้
ดังที่เคยเกริ่นไปแล้วว่า สนช.ได้รับเงินเดือนประมาณแสนเศษๆ ต่อเดือน และผมตัดสินใจที่จะไม่รับค่าตอบแทนนี้ เพราะไม่ได้คิดว่าเป็นอาชีพ อีกทั้งเป็นการใช้เวลาของบริษัทไปปฏิบัติหน้าที่ จึงได้นำเงินเดือนทั้งหมดถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเสร็จสิ้นภาระหน้าที่
ก่อนจบวาระของ “สนช.” คุณประภา (แดง) เหตระกูล ศรีนวลนัด แห่งหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ได้ขอให้แต่ละท่านเขียนบรรยายประสบการณ์หรือความรู้สึกต่างๆ ที่มีในระหว่างปฏิบัติหน้าที่และรวบรวมไว้เป็นเล่มให้ชื่อว่า “รวมร้อยถ้อยคำ”
ผมไม่มีเวลาที่จะเขียนส่งต้นฉบับได้ทัน จึงขอนำข้อเขียนของอาจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร อาจารย์ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในเพื่อนสมาชิก สนช. ผู้มีที่นั่งในรัฐสภาห่างจากผมเพียง 3-4 ที่ เพราะชื่อขึ้นต้นด้วย “ป ปลา” เหมือนกัน ท่านถึงแก่กรรมไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2553 ด้วยโรคมะเร็ง ผมได้ไปสวดส่งวิญญาณท่านสู่อ้อมกอดของพระเยซูคริสต์เจ้าที่โบสถ์สืบสัมพันธวงศ์ด้วย มาเผยแพร่ไว้ ณ ที่นี้ เพื่อผู้อ่านจะได้ประโยชน์ในการศึกษาสภาพบรรยากาศบางส่วนของ สนช.ในเวลานั้นดังนี้
ภาษา สนช. 25492550 ข้อสังเกตบางประการ
นางประทุมพร วัชรเสถียร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เลขที่ 077
มีคำพังเพยภาษาอังกฤษอยู่ประโยคหนึ่งได้ยินมานานแสนนานแล้วว่า no one is too old to learn ที่ผ่านมาก็ไม่ได้คิดแย้งแต่อย่างใด แต่มาถึงวันนี้ขอสนับสนุนอย่างเต็มที่เมื่อมีโอกาสได้เข้ามารับตำแหน่งและหน้าที่อยู่ใน สนช.ชุดนี้ เมื่อได้เข้ามาเป็น สนช. จึงได้เข้าร่วมประชุมใหญ่ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี และฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านแล้วท่านเล่าอภิปรายประเด็นร้อนและเย็นที่ไม่เคยรู้เหนือรู้ใต้มาก่อนในชีวิต (แต่ก็สามารถขมีขมันกดปุ่มลงคะแนนเสียงได้อย่างว่องไวและแม่นยำราวกับเคยนั่งกดมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก) เพื่อมิให้มือที่กดปุ่มแต่ละครั้งทรยศต่อ “อุดมการณ์” และ “กระบวนทัศน์” ของตนเองจนเกินงาม คำพังเพยที่ว่า no one is too old to learn จึงถูกนำมาเป็นคติประจำใจ... และมือ... ในช่วงเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ขณะนี้
สิ่งแรกๆ ที่ได้เรียนรู้ด้วยความทึ่งคือว่า ใน สนช.ชุดนี้ สนช.ทุกท่าน ทุกเพศ ทุกวัย (หากอยากทราบวัยที่แน่นอน ให้ค้นหาวัน เดือน ปีเกิดของท่านในบัญชีรายชื่อสมาชิก อย่าเดาเองจากสรีระ อันตราย...) ต่างเป็นเอตทัคคะในเรื่องต่างๆ ชนิดครอบจักรวาลกันทุกคน ควรหรือที่จะปล่อยให้ท่านเหล่านั้นหลุดมือไปเสียง่ายๆ จงจับตัวท่านไว้ให้แน่น (แต่อย่าแน่นนัก...) ในห้องอาหารของรัฐสภาก็ได้... ระหว่างทางเดินเชื่อมอาคาร 1 กับอาคาร 2 (ขณะปลอดตาคน) ก็ได้... หรือที่มุมกาแฟบนอาคาร 1-อาคาร 2 ก็ได้ แล้วจงไถ่ถามข้อขัดข้องใจต่างๆ อย่างไม่ต้องคำนึงถึง “อัตตา” ที่ไม่สมควรนำติดมาด้วยในสภาแห่งนี้ (เพราะจะไม่ผ่านเครื่องตรวจจับหน้าอาคาร) แล้ววันหนึ่งจะได้รู้แจ้ง... แม้จะไม่ครบทุกเรื่อง... แค่รู้บางเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนวัยเกษียณก็ต้องถือว่าเป็นกำไรชีวิตแล้ว... เผลอๆ วันหนึ่ง หากท่านสามารถหาเกจิหรือ “กูรู” ของท่านได้ถูกตัว ท่านจะพลอยได้กรรมวิธีการทอดไข่เจียว และปราบแมลงสาบ ปราบมด แถมมาด้วย
ประสบการณ์ที่ไม่ too old to learn เริ่มจากวันแรกที่เข้ามาเป็น สนช. และได้นั่งในที่ประชุมใหญ่บ้าง ในคณะกรรมาธิการหลายชุดหลายระดับ... สามัญฯ... วิฯ... อนุฯ บ้าง แล้วใช้เวลา “คลำทาง” อยู่พักใหญ่ จนกระทั่ง 8-9 เดือนผ่านไป เกิดแสงวาบขึ้นมาจากประสบการณ์ และการศึกษาเพิ่มเติมว่า... ความผิดใดจึงจะเข้าหลักกฎหมายที่ต้องมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือการทางด่วนพิเศษมีกระบวนการในการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างทางด่วนสายใหม่อย่างไร... หรือเกณฑ์การจัดเรตติ้งรายการโทรทัศน์เป็นอย่างไร... (ท = ทุกคนดูได้... ฉ = เฉพาะบางคนที่ไม่ดูแล้วนอนไม่หลับ... อ = แอบดูเมื่อหลานเหลนหลับแล้ว... เป็นต้น)
มีประสบการณ์ที่ สนช.ไม่ควร too old to learn อยู่เรื่องหนึ่งที่ให้ความเพลิดเพลินระหว่างการประชุมอย่างยิ่งคือ การสังเกตวิธีและสำนวนการใช้ภาษาไทยของท่าน สนช.ทั้งหลาย... ทั้งระดับ “ดาว” และ “เดือน” ไหนๆ ปีนี้คณะรัฐมนตรีประกาศให้เรื่องการใช้ภาษาไทยเป็น “วาระแห่งชาติ” แล้ว จะขอนำประโยค หรือวลี หรือคำศัพท์ บางสำนวนที่คุ้นหูระหว่าง 8-9 เดือนที่ผ่านมา มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เป็นตะกอนแห่งความทรงจำไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ หลังจากหมดวาระไปแล้วเช่น
“...กระผม/ดิฉัน ขออนุญาตฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีกระทรวง... ดังต่อไปนี้”
ท่านรัฐมนตรี (ตัวเป็นๆ) ก็นั่งอยู่บนเวที ปรากฏภาพชัดเจนอยู่บนจอใหญ่เบื้องหน้า (ระบบสีบนจอดึงเอาสีเหลืองสดสวยของเสื้อผ้าไหมของท่านให้จืดจางไปพอแรงทีเดียว) แต่ระเบียบของสภาทุกชุดมีว่า ให้ สส./สนช./สว. สื่อสารโดยตรงต่อท่านประธานคนเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องเกรงใจที่จำเป็นต้องฝากโน่นนี่ผ่านท่านประธานไปถึงคนโน้นคนนี้จนล้นมือทีเดียว... มีท่านประธานตั้ง 3 คน สลับเปลี่ยนเวียนผลัดกันมานั่งรับฝากจากท่านทุกวันประชุมใหญ่
“หากไม่มีท่านผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ขอให้ท่านสมาชิกกดปุ่มเพื่อลงมติ... ท่านที่เห็นด้วยกับผู้ขอแปรญัตติ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย... ท่านที่ไม่เห็นด้วยกับผู้ขอแปรญัตติ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย...”
ไม่ว่าท่านประธานจะกล่าวอย่างไร สนช. ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอด (8-9 เดือน) สามารถกดปุ่มได้ถูกต้องทุกครั้ง (ซิน่า)
(คำเตือน : ตัวอย่างการใช้ภาษาไทยในกรณีนี้ โปรดอย่านำไปใช้ในสถานที่อื่น โดยเฉพาะสภาที่มาจากการเลือกตั้ง มิฉะนั้นจะ “ยุ่งตาย...”)
“อันตัวผมเองก็ได้ศึกษาเรื่องนี้มาเป็นเวลานานแล้ว และยังได้พยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกมาก เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ คือ ว่า... อ้าว... ท่านโฆษกยกมือ มีอะไรหรือ... เดี๋ยวก่อน... ขอเวลาผมอีกสักนิด เพราะผมกำลังจะพูดนำเรื่องเข้าสู่วาระพอดี”
“เลกเชอร์” จากเอตทัคคะระดับนี้แล้ว ยังจะมีผู้ใดมีแก่ใจ (ทำเฟอะฟะ) ยกมือขอพูดแทรกเชียวหรือ หากไม่แน่จริง ไม่มีข้อมูลที่มีคุณค่าสูสีกันมาเสนอ... จงนั่งฟังต่อไปเงียบๆ ถึงจะเป็นโฆษกของคณะ ก็ไม่มีสิทธิพิเศษที่จะมาทำ “แอ๊บแบ๊ว” (ในวัยนี้)
หลังจากนั้น 2-3 เดือนผ่านไป ภาษา (ไทย) ของท่าน สนช.หลายคนออกอาการคล้ายภาษาอังกฤษโดยไม่รู้ตัว ต่างกันตรงที่ว่า ภาษาอังกฤษเขียนอย่างหนึ่ง ออกเสียงอย่างหนึ่ง (เช่น break อ่านว่า เบรก bleak อ่านว่า บลีก ทั้งๆ ที่องค์ประกอบของตัวสะกดเหมือนกันแท้ๆ) แต่ภาษาไทยของ สนช. คือ พูดอย่างหนึ่งแต่หมายความอีกอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น :
“ท่านประธานครับ... ผมขออีกสัก 2 นาทีเถอะครับ” (ครูหยุย) หมายความว่า “ผมขอพูดต่ออีก 7 นาทีครึ่ง ครับท่าน” หรือ
“ท่านประธานครับ... ผมจะรีบสรุปเรื่องนี้ภายใน 5 นาที” (ท่านประพันธ์) หมายความว่า “ผมจำเป็นต้องใช้เวลา 18 นาทีครึ่ง เพื่อพูดเรื่องนี้ให้จบในครั้งนี้เลย มิฉะนั้นแล้ว คราวหน้าผมยกมือท่านประธานก็จะ (ทำเป็น) มองไม่เห็นมือผม ผมนั่งริมสุดครับ”
หรือบางครั้งมีเหตุเกิดในบาง “อนุฯ” เช่น
“เอ้า... พูดกันมาเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่งแล้ว แล้วเราจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร ว่ามาซิ... อ้าว... ท่านพะจุณณ์ อย่าเพิ่งลุกออกไปซิ” (ท่านผู้หญิงปรียา)
ข้อเขียนนี้ไม่มีทางจบบริบูรณ์ได้ เพราะมีรูปแบบของการใช้ภาษาไทยอีกนานาสารพัดชนิดที่ท่าน สนช.ทุกท่านมีสิทธิ “เอนจอย” การพูด การใช้ภาษาไทยในรูปแบบต่างๆ ที่จะมีมาจากทุกทิศทางอย่างไม่มีที่สิ้นสุด (หากไม่ผล็อยหลับไปเสียกลางคันขณะที่การประชุมยังดำเนินอยู่) แต่เนื่องจากเนื้อที่กระดาษมีจำกัด หากไม่มีท่านผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ดิฉันจำเป็นต้องขอยุติข้อเขียนนี้แต่เพียงเท่านี้ (โดยไม่จำเป็นต้องหาผู้รับรอง)
อ่านต่อสัปดาห์หน้า







