
โกหกจนสีดำไร้ฝีมือหาเงินมาจ่ายหนี้
หม่อมอุ๋ยถล่มรัฐบาล ขาดหิริโอตะปะหนัก กิตติรัตน์โกหกจนสีดำไร้ฝีมือหาเงินมาจ่ายหนี้ชาวนา
หม่อมอุ๋ยถล่มรัฐบาล ขาดหิริโอตะปะหนัก กิตติรัตน์โกหกจนสีดำไร้ฝีมือหาเงินมาจ่ายหนี้ชาวนา
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอดีตรมว.คลัง กล่าวว่าวิกฤติของชาวนาในขณะนี้เป็นสิ่งที่จะแก้ปัญหาประเทศไทยแบบเต็มระบบครบวงจร ซึ่งได้มาเป็นปัจจัยตั้งในการเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา เพราะเท่าที่เป็นอยู่ขณะนี้รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็มในการบริหาร จึงไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะจำนวนเงินที่จะต้องใช้มีจำนวนมาก
“ผมได้เอาข้อมูลไปทดสอบกับเด็กๆว่าเป็นอย่างไร ทุกคนต่างก็บอกว่าอ่านแล้วเข้าใจ ยังไงก็อยู่ไม่ไหว แต่ผมเองก็ไม่เคยเจอใครที่ตามพระพุทธศาสนาเรียกว่า ขาดหิริโอตะปะขนาดนี้ ภาษาชาวบ้านคือ ความละอายต่อความชั่ว กลัวที่จะทำบาป ผมก็ไม่คิดว่าจะขาดขนาดนี้” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ในปี 2554/55 รัฐบาลรับจำนำข้าวทั้งหมด 21.6 ล้านตัน ใช้เงิน 3.38 แสนล้านบาท ปี2555/56 อีกประมาณ 22.4 ล้านตัน ใช้เงิน 3.34 แสนล้านบาท ขณะที่ปี 2556/57 รัฐบาลตั้งใจจะใช้เงินเพียง 2.7 แสนล้านบาท หากนำราคามาหารก็แสดงว่าตั้งใจรับจำนำเพียง 18 ล้านเกวียน ซึ่งก็ไม่ทราบเหตุผลว่าเพราะเหตุใดถึงลดลง และรัฐบาลประกาศว่าจะให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกพันธบัตรขายประชาชน โดยมีกระทรวงคลังค้ำประกัน ตั้งแต่ต้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา 1.4 แสนล้านบาท
"วงเงินอีก 1.3 แสนล้านบาท จะให้กระทรวงพาณิชย์ขายข้าว ซึ่งก็ทราบกันดีว่าฝีมือของกระทรวงพาณิชย์สามารถขายข้าวได้ไม่เกิน 1.3 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ก็คิดว่าจะทำได้สำหรับรับซื้อจากการรับจำนำ 18 ล้านเกวียน" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่า ตั้งแต่เดือนตค.-9 ธค.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังไม่ได้ให้ ธ.ก.ส. ออกพันธบัตร โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อขายให้ประชาชน นำเงินมาใช้ในโครงการ แต่กลับปล่อยให้กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวอย่างเดียว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะได้เงินมากมายที่จะมารับจำนำ เพราะตั้งแต่ต้นต.ค.มาถึงถึงกลางเดือนม.ค.มีข้าวเข้ามาจำนำ 10 ล้านเกวียนเข้าไปแล้ว
ทั้งนี้ ทุกฝ่ายจะทราบดีว่าข้าวจะออกช่วง ต.ค.ธ.ค.มากที่สุด แต่ไม่ทราบว่า ทำไมรัฐบาลถึงบริหารฝีมือได้เลวร้ายขนาดนี้ เพราะหากต้องการเตรียมเงินรองรับ 10 ล้านเกวียน ก็ต้องเตรียมไว้ 1.8 แสนล้านบาท ขายข้าวก็ขายไม่ได้ แต่รัฐบาลเองก็ไม่ออกพันธบัตร แต่พอเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่มีเงินจะจ่ายชาวนา จ่ายไปแค่ 6 หมื่นล้านบาท จากการขายข้าว 4 หมื่นล้านบาท
ขณะที่เงินที่ได้จากการขายมันสำปะหลังอีก 1 หมื่นกว่าล้านบาทก็เอามาใช้ทั้งหมด และมาจากงบประมาณรายจ่ายอีก 1 หมื่นล้านบาท แต่สามารถรับจำนำข้าวได้แค่ 4 ล้านตัน อีก 6 ล้านตัน ยังรับจำนำไม่ได้ ก็ไปโทษ กปปส. ว่าออกมาประท้วงทำให้หาเงินไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงคือรัฐบาลไม่ได้หาเลยในช่วง 2 เดือนดังกล่าว
ทั้งที่ หากออกพันธบัตรโดยมีกระทรวงการคลังค้ำก็มีผู้สนใจซื้ออยู่แล้ว แต่รัฐบาลไม่เคยทำงาน กลับไปโทษว่าคนอื่นเลวเสมอ
บุคคลผู้นี้ก็คือนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ซึ่งโกหกมาตลอดตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ จากโกหกสีขาวจนกลายเป็นสีดำไปแล้ว นี่เป็นความบกพร่องของเขาเองที่ไม่ได้หาเงินมาในเวลาที่หาได้ แล้วทำไมจึงมาโทษประชาชน
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ทางออกจากนี้ไปที่รัฐบาลปัจจุบันก็ยังพยายามอยู่ ซึ่งก็มองว่าไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าใด มีความพยายามที่จะหาเงินมารับจำนำข้าว เอาเฉพาะ 10 ล้านตันแรกซึ่งจำนำไปแล้ว 4 ล้านตัน เหลืออีก 6 ล้านตันให้ได้ ส่วนอีก 8 ล้านตันที่เคยระบุไว้ยังไม่มีการกล่าวถึง หรืออาจจะยกเลิกไปเลยก็ได้ไม่มีใครทราบ
อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ 6 ล้านตัน ก็จะต้องใช้เงินอีก 9 หมื่นล้านบาท รัฐบาลประกาศว่าจะขายข้าว 4.5 แสนตัน ชื่อว่าเก่งที่สุดก็คงได้ไม่เกิน 6,000 ล้านบาท ไม่มีทางได้ 9 หมื่นล้านบาท ขณะที่การประกาศว่า จะมีการซื้อขายข้าวอีกจำนวนหนึ่งได้เงินมา 1 หมื่นล้านบาท คงต้องใช้ข้าว 7-8 แสนตัน ก็ไม่ใช่ง่าย
ทั้งนี้ หากจะรับทั้งหมด 9 หมื่นล้านบาท ต้องขายข้าว 7 ล้านตัน ซึ่งไม่มีทางทำสำเร็จได้ แต่คนทำยังไม่รู้ว่า ไม่มีทางทำสำเร็จแล้วหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ หากยังดื้ออยู่แบบนี้ใช้วิธีนี้ แล้วชาวนาก็จะเหนื่อยเพราะต้องเป็นหนี้
“ความคิดส่วนตัวนั้นการขายข้าวในช่วงเวลา 2-3 เดือนให้ได้เงิน 2 หมื่นล้านบาท คงจะสามารถทำได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ตราบใดที่รัฐบาลปัจจุบันยังอยู่ แต่หากรัฐบาลไปคาดว่าจะสามารถแก้ไขได้ตั้งแต่วันแรก”ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับวงเงิน 2 หมื่นล้านบาทนั้น คงไม่สามารถแก้ปัญหาข้าว 6 ล้านตันได้ เพราะต้องใช้ 9 หมื่นล้านบาท อีกทั้งยังมีอีก 8 ล้านตัน รออยู่ตามที่ตั้งเป้า ซึ่งความจริงอาจจะมากกว่านั้น เพราะข้าวนาปีก็ตก 14-15 ล้านเกวียน แต่ยังมีนาปรังอีก 8-9 ล้านเกวียน หากจะทำเฉพาะ 10 ล้านเกวียนแรก และที่เหลือไม่ทำเลยก็คงจะไม่ยุติธรรม เพราะชาวนา 10 ล้านเกวียนแรกมีฐานะดีกว่าชาวนาที่มาทีหลัง
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วเห็นว่า จะทำเหมือนที่รัฐบาลปัจจุบันทำในฤดูกาลที่แล้วในเดือนต.ค. ซึ่งมีข้าวเหลืออยู่ 4.5 แสนตัน เรียกว่าข้าวของฤดูกาลที่แล้วมาจำนำแล้วเงินหมดพอดี คือการขายข้าวในตลาดซึ่งก็ได้เงินพอสมควร เพียงแต่ขายได้แค่ 89 ตัน แล้วรัฐบาลช่วยปัจจัยการผลิต โดยชาวนาก็จะได้ 1,100 บาท ไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท ซึ่งรัฐบาลมีการสำรวจมาแล้วใน 6 จังหวัด ชาวนาได้เฉลี่ย 12,000 บาทซึ่งชาวนาพอใจ
สถานการณ์ปัจจุบันน่าจะทำแบบนี้ เนื่องจากราคาตลาดลดลงไปจากตอนนั้นประมาณ 1,000 บาท รัฐบาลจะบวกเงินช่วยเหลือไปอีกเท่าใดก็สามารถเจรจากับชาวนาได้ หากชาวนารับได้ก็สามารถมีเงินเข้าบัญชีได้เลย เพราะจำนวนเงินไม่ได้มากมาย แต่ชาวนาจะต้องขายข้าวกับโรงสีเลย ซึ่งก็ต้องรีบคุยรีบเจรจา เพราะผู้ส่งออกเองก็พร้อมที่จะเข้าซื้อเพื่อนำไปขายต่อ
วิธีดังกล่าวนี้มีประโยชน์ ประการแรกด้วยเงินที่มีจำกัดจะสามารถกระจายไปได้ทั่วถึง ประการที่สองธุรกิจค้าข้าวของเอกชนจะขยับเข้ามาทันที จากที่ปล่อยให้ธุรกิจค้าข้าวของเอกชนเสียมานานแล้ว จนปัจจุบันนี้ไทยตกเป็นอันดับที่ 3 แล้ว เคยขายข้าวได้ 11 ล้านตัน แต่ปัจจุบันขายได้ไม่ถึง 7 ล้านตัน ขณะที่อินเดียเคยขายได้ 1-2 ล้านตัน
"ปีที่ผ่านมาไทยขายได้ 10 ล้านตัน แต่ที่น่าช้ำใจก็คือช่วงที่ไทยขายข้าวได้ 11 ล้านตัน ยอดส่งออกของโลกคือ 32 ล้านตัน แต่ในวันนี้คือ 39 ล้านตัน ไทยลดลงมาจาก 11 ล้านตัน เหลือ 6 ล้านตัน ประเทศอื่นไปได้ดีหมดยกเว้นประเทศไทย จากนี้ไปก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ผมเชื่อว่าฝีมือพ่อค้าไทย หากให้ขายเองทำ 23 ปีต่อเนื่อง เชื่อว่าสามารถดึงกลับมาได้เป็นที่ 1 อีก นี่คือวิธีแก้ปัญหาที่ผมคิดว่าน่าจะดำเนินการ แต่ก็ไม่รู้จะบอกยังไง เพราะรัฐบาลไม่ฟังใคร" เม.ร.ว. ปรีดิยาธร กล่าว







