
ศาลไต่สวนกู้2ล้านล้าน"พิสิฐ"ชี้ขัดรธน.
ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวน ร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน "พิสิฐ" เบิกความชี้ขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน นัด2ฝ่ายยื่นคำแถลงปิดคดี27ก.พ.
ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวน ร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน "พิสิฐ" เบิกความชี้ขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน นัด2ฝ่ายยื่นคำแถลงปิดคดี27ก.พ.
เมื่อวันที่ 12 ก.พ. เวลา 10.30 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเริ่มไต่สวนคำร้องที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ว่าร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดให้นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นเบิกความว่า ถ้าหากปล่อยให้รัฐบาลใดก็ตามออกกฎหมายเพื่อใช้จ่ายเงินโดยไม่มีข้อจำกัด โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบของรัฐสภาอาจทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเจตนาของรัฐธรรมนูญ2550 ต้องการให้รัฐบาลใดๆในอนาคตต้องอยู่ในกรอบวินัยการคลัง ต้องมีการเปิดเผยข้อมูล มีระบบที่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งการออกพรบ.กู้เงิน2ล้านล้านบาท มีความขัดและแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2550 หมวด8 อย่างสิ้นเชิง
นายพิสิฐ กล่าวอีกว่า เจตนาของรัฐธรรมนูญ50 หมวด8 คือ การใช้จ่ายเงินจะต้องมีกฎหมายรองรับ ต้องการเป็นพรบ.งบประมาณรายจ่าย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เพราะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลให้กับรัฐสภา ให้กรรมาธิการ ซึ่งจะมีการเรียกผู้ใช้เงินหรือหน่วยงานเจ้าของเรื่องเข้ามาชี้แจง ให้สาธารณชนรับทราบว่าจะมีการใช้เงินแผ่นดินเพื่อการใดบ้าง
ขณะเดียวกันจะเป็นการถ่วงดุลอำนาจ โดยการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน รวมถึงองค์กรอิสระ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สตง. และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ดังนั้นการเปิดเผยข้อมูลจึงมีความสำคัญ ส่วนมาตรา169 ระบุว่า การจ่ายเงินแผ่นดินจะทำได้เฉพาะที่อนุญาตไว้ในกฎหมายสี่ฉบับ คือ กฎหมายงบประมาณรายจ่าย กฎหมายวิธีการงบประมาณ กฎหมายที่เกี่ยวขกับการขอเงินงบประมาณ และกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง ทั้งนี้เพื่อต้องการตีกรอบไม่ให้รัฐบาลใช้จ่ายเงินนอกลู่นอกทาง ไม่ผ่านการตรวจสอบหรือการดูแล ซึ่งสุดท้ายปัญหาหนี้จะเกิดขึ้นกับประชาชน
ศาลถามว่า เงินกู้ คือเงินของแผ่นดินหรือไม่ นายพิสิฐ ตอบว่า เงินกู้ก็คือเงินภาษีอากร ที่เป็นรายรับของรัฐบาล ทันทีที่เงินอยู่ในมือรัฐบาลก็ต้องถือเป็นเงินของแผ่นดิน เพราะมีภาระต่อการชดใช้ในอนาคต ถึงจะกู้มาก็ต้องเป็นภาระภาษี ถ้ารัฐบาลเป็นเจ้าของก็ต้องมีสิทธิเข้าไปตรวจสอบทั้งสิ้น
นายพิสิฐ กล่าวอีกว่า เจตนาของรธน.50ต้องการให้รัฐบาลเปิดเผยการใช้เงินในโครงการใด แผนงานใดบ้างซึ่งต้องระบุวงเงิน ระบุผู้ใช้ ผู้รับผิดชอบ แต่ปรากฎว่ากฎหมายกู้เงิน2ล้านล้านบาท มีการระบุแผนงานจำนวน 8 แผนงานก็จริง ขณะที่เงินใช้มากถึง 2ล้านล้านบาท เทียบกับงบประมาณปี2556 มีเกือบ1พันแผนงานและมีวงเงินจำนวนใกล้เคียงกัน ซึ่งระบบปกติจะต้องการเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียด แต่พรบ.กู้เงิน2ล้านล้านบาทเปิดเผยตัวเลขเพียง8ตัว และน่าสะท้อนใจมากเรื่องโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ให้อำนาจรัฐบาลจัดการเอง โดยไม่ระบุตัวบุคคลหรือหน่วยงานที่จะรับผิดชอบ ให้อำนาจรัฐมนตรีมีอำนาจส่งให้ใครก็ได้ ทั้งยังใช้เวลากู้เงินถึง7ปี ซึ่งกว่าจะใช้เงินอาจจะถึง10ปี คือการก้าวล้ำไปถึงรัฐบาลชุดต่อไป ซึ่งตรงนี้จะเป็นการขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ถ้าเป็นอย่างนี้จะทำให้ตรวจสอบได้ยากมาก
ศาลถามว่า ในอนาคตหากมีการผ่านพรบ.กู้เงิน ไปแล้วจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง นายพิสิฐ กล่าวว่า ด้านดีคือการพัฒนาระบบขนส่งทันสมัยซึ่งเป็นด้านที่ดี แต่ไม่เห็นด้วยกับระบบการทำงานที่ไม่โปร่งใส ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ทั้งที่การสร้างรถไฟฟ้าจะต้องมีการศึกษาทุกรูแบบจะต้องมีการนำผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูล และรับฟังความคิดเห็น ก่อนจะมาขอกู้เงินแผ่นดิน แต่เรื่องนี้กลับตาลปัด โดยขอกู้เงินโดยไม่รู้ว่าจะนำไปใช้อะไรก่อนเท่ากับเป็นการปิกการตรวจสอบ
ทังนี้การสร้างระบบขนส่ง ที่จริงแล้วหลายประเทศไม่ได้ใช้เงินแผ่นดิน แต่ให้เอกชนเข้ามาลงทุน ดังนั้นจึงไม่ควรไปรบกวนเงินภาษีของประชาชน แต่มีการนำเงินมาใช้ให้คนในบางจังหวัดที่มีรถไฟฟ้าผ่าน
ศาลถามอีกว่า พรบ.การบริหารหนี้สาธารณะพ.ศ.2548 เปิดทางให้รัฐบาลกู้เงินได้ ซึ่งมีการไปกู้มาหลายครั้งแล้วโดยไม่ต้องออกพรบ.ฉบับใหม่ จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการออกพรบ.เงินกู้เงิน2ล้านล้านบาท หรือไม่ และจะมีช่องทาวรั่วไหลของเงินกู้หรือไม่ นายพิสิฐ กล่าวว่า เงื่อนไขของพรบ.หนีสาธารณ2548 เป็นการตีกรอบวินัยการคลังที่จะให้รัฐบาล กู้เงินส่วนหนึ่งมาใช้จ่ายเงินงบประมาณประจำปี ดังนั้นพรบ.กู้เงินจึงขัดกับพรบ.บริหารหนี้สาธารณะอีกด้วย ซึ่งจุดสำคัญอยู่ที่ พรบ.กู้เงิน2ล้านล้านบาทนั้นมีเงินจำนวนมาก เกินกว่าพรบ.บริหารหนีสาธารณจะรับได้
ต่อมา นายทนง พิทยะ อดีตรมว.คลัง ขึ้นเบิกความว่า ส่วนตัวเห็นว่าโครงการพัฒนาด้านระบบคมนาคม จะต้องผ่านวินัยการเงินการคลังตามวิธีการงบประมาณปกติ ดังนั้นการออกพรบ.กู้เงินนั้น เป็นการสร้างกรณีพิเศษในการกู้เงินครั้งนี้
นายทนง กล่าวว่า วิธีการในโครงการต่างๆแบ่งออกเป็น2กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ใช้วิธีการงบประมาณปกติ แต่ยังมีบางโครงการที่ยังไม่มีการศึกษาอย่างละเอียด ซึ่งอาจผิดวิธีการขอกู้เงินตามปกติ ถ้าเป็นรัฐบาลจะต้องทำการศึกษาโครงการอย่างละเอียดและต้องแน่ใจว่าทำแล้วมีการความสำคัญต่อประเทศ
ดังนั้นใส่โครงการโดยไม่มีการศึกษาอาจผิดวิสัยของการทำโครงการ เหมือนการหาเงินก่อนและค่อยไปหาโครงการ จึงเป็นห่วงว่าอีกหน่อยทุกกระทรวงก็จะใช้วิธีเช่นนี้ จนกระทบต่อหนี้ของประเทศที่กำกับไม่อยู่ ส่วนที่มีการอธิบายว่า หนีสาธารณะจะชำระได้หมดภายใน50ปี และอัตราหนี้ของประเทศจะไม่เกิน 50% ถือเป็นการสมมุติฐานไม่น่าจะเกิดความเป็นจริงได้ ผลที่ตามมาภายใน 7ปีหลังจากนี้อาจมีการก่อหนี้ขึ้นมาอีก จึงไม่มีสัญญาบอกว่าถ้าอัตราหนี้เกิน50%แล้วรัฐบาลจะหยุดโครงการทันที ซึ่งคงหยุดไม่ได้เพราะได้ลงทุนทำไปแล้ว จึงเชื่อว่าข้อเสียมากกว่าข้อดี เพราะรัฐธรรมนูญเขียนชัดเจนว่า การดำเนิการภาครัฐต้องเสริมสร้างเศรษฐกิจพอเพียง หมายความว่าการใช้เงินจะต้องมีความเสี่ยงน้อยที่สุด ซึ่งคนไทยทุกคนอยากได้รถไฟความเร็วสูง แต่ขณะนี้ยังไม่เหมาะสม จึงควรพัฒนาระบบรถไฟฟ้าที่มีอยู่ต่อเนื่องต่อไปจะใช้เงินได้คุ้มค่ามากกว่า
จากนั้น นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง ขึ้นเบิกความว่า ในช่วงที่เป็นรมว.คลัง ไม่ได้รับทราบรายละเอียดของพรบ.กู้เงิน ซึ่งเชื่อว่าพรบ.กู้เงิน2ล้านล้านบาท มีผลเสียต่อวินัยการเงินการคลังอย่างมาก และอาจทำให้เครดิตของประเทศเสียหาย ซึ่งถ้าเป็นการออกกฎหมายกู้เงินจะต้องมีการบวนการตรวจสอบ และการเบิกใช้จะต้องมีการกำกับติดตาม โดยในแง่มุมของนักลงทุนจะมอง 5 องค์ประกอบที่นา่ลงทุน คือ 1.มีข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนให้ติดตามได้ 2.เปิดให้เอกชนมาลงทุนในระดับที่เหมาะสม 3. การเบิกใช้เงินจะต้องมีระเบียบที่รัดกุม 4. ต้องมีกรอบการใช้เงินที่ชัดเจน และ5. สภาจะต้องกำกับติดตามการทำงานของรัฐบาลได้ หากไม่เข้าองค์ประกอบเหล่านี้จะทำให้เครดิตของประเทศถูกปรับลดลง
นายธีระชัย กล่าวอีกว่า พรบ.กู้เงิน ถือว่าไม่เข้าวินัยการเงินการคลัง เนื่องจากบัญชีแนบท้ายกฎหมายมีข้อมูลของกรอบเพียง3หน้ากระดาษเท่านั้น จึงไม่เข้าลักษณะที่จะสร้างความน่าเชื่อถือ และไม่น่ามีความรอบคอบ อีกทั้งอาจมีการโยกเงินไปใช้โครงการอื่นๆอีกด้วย ซึ่งตรงนี้นักลงทุนไม่เห็นด้วย ดังนั้นร่างกฎหมายไม่เข้าองค์ประกอบสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ส่วนตัวจึงไม่เห็นด้วย
"การกู้เงินของร่างพรบ. ใช้มาตรา142-153 จึงไม่ใช่การกู้เงินเร่งด่วนพิเศษ ดังนั้นจึงต้องนำเงินส่งคลังก่อน จึงน่าจะขัดรัฐธรรมนูญ ต่อไปกระทรวงใดอยากได้อะไรก็ใช้วิธีออกกฎหมาย ซึ่งจะควบคุมอะไรไม่ได้ มุมมองของเศรษฐศาสตร์มองว่าน่าจะเป็นเงินของแผ่นดิน" นายธีระชัย กล่าว
ศาลถามว่า นิยามของวินัยการเงินการคลัง คืออะไร นายธีระชัย ตอบว่า หลักการดำเนินการจะต้องสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศให้ดีขึ้น ดังนั้นมาตรการใดที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของประเทศลดลงจึงน่าจะไม่ถูก ซึ่งต้องมีกระบวนการจัดการที่ดี
ศาลถามอีกว่า ในฐานะเป็นอดีตรมว.คลัง เห็นว่าการสร้างรถไฟความเร็วสูงมีความจำเป็นต่อประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากพิจารณาถึงฐานะการคลังของประเทศ นายธีระชัย ตอบว่า นักลงทุนอยากให้มีการพิจารณาด้านคมนาคม และเรื่องของความพอดีกับฐานะของประเทศ การลงทุนให้เหาะสมฐานะเป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนมอง เพราะหากทำแล้วไม่มีความสามารถชำระหนี้ได้ก็จะเกิดปัญหา ส่วนรถไฟความเร็วสูงจะเหมาะกับประเทศไทยหรือไม่ ขอไม่ออกความเห็น
จากนั้นน.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ขึ้นเบิกความว่า ข้อเสียที่เกิดขึ้นจะให้กรอบวินัยการเงินการคลังไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งต้องนำเงินส่งคลัง ถือเป็นเงินแผ่นดิน ศาลถามว่าในอนาคตหากกู้เงินมาแล้วสามารถเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ภายหลังได้หรือไม่ น.ส.สุภา ตอบว่า ที่ผ่านมาโครงการต่างมีการขอเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้วงเงินงบประมาณ
ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานคดี ศาลรัฐธรรมนูญ นัดให้นายนายคํานูณ สิทธิสมาน และคณะ รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะ ในฐานะผู้เสนอความคิดในคดี และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมในฐานะหัวหน้าคณะรัฐมนตรี ผู้เสนอร่างพรบ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ให้ยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือต่อศาล ภายในวันที่ 27 ก.พ. หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจ







