
อาเบะโนมิกส์เหลว
เคยรับใช้ท่านผู้อ่านไปแล้วว่า การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบคิวอีในหลายประเทศนั้นได้ทำให้อะไรๆ หลายๆ อย่างในระบบเศรษฐกิจโลกนั้นถูกบิดเบือนไป เช่นการใช้คิวอีของธนาคารกลางสหรัฐก็ได้ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐถูกลงบิดเบือนจากความเป็นจริงไป เช่นเดียวกันกับค่าเงินของญี่ปุ่นที่อ่อนลงมาตลอดนั้น ก็เป็นการทำให้บิดเบือนโดยนโยบายคิวอีของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เช่นเดียวกัน
เคยรับใช้ท่านผู้อ่านไปแล้วว่า การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบคิวอีในหลายประเทศนั้นได้ทำให้อะไรๆ หลายๆ อย่างในระบบเศรษฐกิจโลกนั้นถูกบิดเบือนไป เช่นการใช้คิวอีของธนาคารกลางสหรัฐก็ได้ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐถูกลงบิดเบือนจากความเป็นจริงไป เช่นเดียวกันกับค่าเงินของญี่ปุ่นที่อ่อนลงมาตลอดนั้น ก็เป็นการทำให้บิดเบือนโดยนโยบายคิวอีของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เช่นเดียวกัน
ในขณะนี้ แนวนโยบายแบบอาเบะโนมิกส์ของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น ที่มุ่งกดค่าเงินเยนให้อ่อนลงนั้น กำลังส่งผลอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าในด้านบวกนั้นทำให้ภาคเอกชนของญี่ปุ่นได้กำไรมากขึ้นและฟื้นตัวขึ้นมาได้จากผลกำไรที่มากขึ้นเมื่อแลกเปลี่ยนรายได้ซึ่งเป็นสกุลเงินต่างประเทศกลับมาเป็นเงินเยนญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายแทรกแซงของญี่ปุ่นดังกล่าวนั้นก็กำลังทำให้เกิดผลเสียตามมาเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าเงินเยนที่อ่อนลง ได้ทำให้ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าในปีที่แล้วเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว ไปอยู่ที่ 10.6 ล้านล้านเยนทีเดียวครับ
เมื่อวานนี้ ยังมีรายงานด้วยว่าบัญชีเดินสะพัดของญี่ปุ่นนั้นเกินดุลอยู่ที่ 3.31 ล้านล้านเยน ถือว่าต่ำที่สุดตั้งแต่มีการเก็บตัวเลขมาทีเดียว นั่นเป็นเหตุผลหลักจากมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากค่าเงินเยนอ่อนค่าครับ
ดูเหมือนว่านโยบายอาเบะโนมิกส์นั้นจะส่งผลดีต่อภาคเอกชนเท่านั้นเอง โดยเกือบ 70% ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นนั้นต่างมีผลประกอบการและกำไรเพิ่มมากขึ้นทั้งนั้น แต่ทว่าบริษัทเหล่านี้กลับไม่มีแผนการที่จะขึ้นค่าจ้างพนักงานตามเสียงเรียกร้องของนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใดครับ โดยตามรายงานบอกว่ามีบริษัทที่ยอมขึ้นค่าแรงคิดเป็นเพียง 17% ของบริษัททั้งหมดเท่านั้น
นั่นหมายความว่าแผนการที่รัฐบาลต้องการให้มีการขึ้นค่าจ้างแรงงานเพื่อไปกระตุ้นให้ระดับเงินเฟ้อในระบบนั้นไม่อาจจะเป็นไปตามแผน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่ผลการสำรวจชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะบอกว่าพวกเขาไม่ค่อยรู้สึกจะได้ประโยชน์อะไรจากนโยบายเศรษฐกิจของนายอาเบะนัก
ซ้ำร้าย จากปัญหางบประมาณของรัฐบาลที่ทุ่มลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาล ประกอบกับผลพวงจากการอ่อนค่าของเงินเยนที่ทำให้บัญชีดุลสะพัดเกินดุลของรัฐบาลแดนปลาดิบลดต่ำลงมากนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นยังเตรียมที่จะหารายได้ผ่านการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีก โดยในเดือน เม.ย.นี้จะขึ้นจาก 5% เป็น 8% และในช่วงปลายปีจะขึ้นต่อเป็น 10% สุดท้ายคนที่แย่ที่สุดคือประชาชน ภาษีมูลค่าเพิ่มต้องโดนเรียกเก็บเพิ่ม หนำซ้ำค่าแรงก็ไม่ขึ้น
หาก “อาเบะโนมิกส์” ยังช่วยเหลือประชาชนไม่ได้ คาดว่าอีกไม่นานคะแนนนิยมของอาเบะคงดิ่งเหวครับ







