
"จำนำข้าว"จุดสลบรัฐบาล
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
อาการ “ฝีแตก” จากโครงการรับจำนำข้าวที่ปรากฏออกมาประจานความล้มเหลวของรัฐบาลเวลานี้ กำลังจะเป็นปัจจัยอันตรายถึงขั้นเป็น “หมัดน็อก” ล้มรัฐบาล หลังจากสะบักสะบอมจากการเคลื่อนไหวกดดันของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่ลากยาวมานานกว่า 3 เดือน
ชัดเจนว่าการชุมนุมของ กปปส. ซึ่งมีมวลมหาประชาชนเรือนล้านออกมาร่วมเคลื่อนไหวจนกลายเป็นแรงกดดันจนนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2556 แต่ก็ยังไม่อาจไปไกลถึงเป้าหมายบีบให้นายกฯ ลาออก เพื่อเปิดทางตั้ง “สภาประชาชน” เดินหน้ากระบวนการปฏิรูปประเทศอย่างที่ตั้งใจได้
เมื่อรัฐบาลเพื่อไทยชิงความได้เปรียบตามช่องทางกฎหมาย ฉุดกระชากลากถูไปจนสามารถจัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. ไปแล้ว และยังพยายามจะลุยต่ออีกยกด้วยการบีบให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งดำเนินการจัดการเลือกตั้งทั้งในส่วนเลือกตั้งล่วงหน้าจากเดิมวันที่ 26 ม.ค. ซึ่งมีปัญหาและมีคำสั่งนัดลงคะแนนใหม่ในวันที่ 23 ก.พ.นี้ รวมไปถึง 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัคร
ที่สำคัญส่องดูท่าทีของ กปปส. ยังไม่เห็นมีกลยุทธ์หมัดเด็ดใดๆ เพิ่มเติมมาเร่งปิดเกมบีบรัฐบาล ดังนั้น สถานการณ์เช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องยากหากรัฐบาลจะกัดฟันอีกยกยื้ออยู่ในตำแหน่งต่อไปตราบเท่าที่การเลือกตั้งจะเดินหน้าไปจนได้ สส.ครบ 95% คู่ขนานไปกับการปล่อยให้กลไกของศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ค่อยๆ รุกไล่ตัดกำลัง กปปส.ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะออกหมายจับแกนนำ หรือบีบกลุ่มทุน ท่อน้ำเลี้ยงที่ให้การสนับสนุน
ปัจจัยสำคัญชี้เป็นชี้ตายของรัฐบาลเวลานี้จึงอยู่ที่ “โครงการรับจำนำข้าว” ซึ่งความเสียหายกำลังปรากฏออกมาให้เห็นในหลายแง่หลายมุม ไล่มาตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงธุรกิจยักษ์ใหญ่ บานปลายไปจนถึงธนาคารพาณิชย์ที่ถูกดึงเข้ามาร่วมกันเข็นต่ออายุโครงการนี้ต่อไป
ชัดเจนที่สุด คือ ความเสียหายที่เกิดกับ “ชาวนา” ที่เวลานี้กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะสภาพการขาดทุนจากโครงการต่อเนื่องทำให้ไม่มีเงินมาจ่ายชาวนาที่นำข้าวไปจำนำ จนต้องออกมารวมตัวกันชุมนุมปิดถนนขาขึ้นเหนือและล่องใต้ ทั้งชาวนาภาคตะวันตก 7 จังหวัด ที่รวมตัวปิดถนนชุมนุมบริเวณถนนพระราม 2 แยกวังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี พร้อมขีดเส้นตายทวงเงินที่ค้างมากว่า 4 เดือน คู่ขนานกับชาวนา 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ปิดถนนสี่แยกโพธิ์ไทรงาม จ.พิจิตร
ก่อนกำหนดวันดีเดย์ 6 ก.พ. นัดชาวนาทุกภาคเพื่อเคลื่อนขบวนเข้ากรุงเทพฯ ทวงเงินค่าจำนำข้าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง
ต้องยอมรับว่า “ชาวนา” เป็นมวลชนกลุ่มใหญ่ในประเทศ ที่สำคัญยังเป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลเพื่อไทย แต่ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับชาวนาที่ยังไร้วี่แววจะหาทางเยียวยาเช่นนี้ เริ่มทำให้คะแนนนิยมในพรรคเพื่อไทยดำดิ่งลงไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งแกนนำชาวนาหลายพื้นที่ส่งสัญญาณจะไม่ไปเลือกตั้ง หรือประกาศว่าจะไม่เลือกพรรคเพื่อไทย
สอดรับกับผลคะแนนเลือกตั้งที่ออกมาจาก 15 ล้านเสียง ที่เพื่อไทยเคยได้รับการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 แต่รอบนี้จาก 20 ล้านคน ที่มาเลือกตั้ง เป็นบัตรดี 14 ล้านคน หรือ 71.3% ขณะที่บัตรเสีย 12.05% โหวตโน 16.57%
ที่สำคัญโครงการนี้ยังก่อปัญหาในหลายส่วน โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ทำหนังสือถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ รายงานผลการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งพบจุดอ่อนหรือความเสี่ยงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกร จนถึงการระบายข้าว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดินและเกษตรกร ความเสี่ยงต่อระบบการคลังของประเทศ และไม่เกิดการพัฒนาการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอให้ทบทวนและยุติการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูกาลต่อไป
ปัญหาด้านงบประมาณที่ขาดทุนจากโครงการนี้หลายแสนล้านบาท ยังส่งผลต่อรัฐบาลที่เวลานี้ต้องหาแหล่งเงินกู้มาจ่ายให้กับชาวนาที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว 1.3 แสนล้านบาท แต่ยังไม่มีเสียงตอบรับจากธนาคารพาณิชย์ที่รัฐบาลติดต่อขอกู้เงิน หนำซ้ำยังเกิดกระแสรณรงค์ให้ลูกค้าถอนเงินจากธนาคารที่จะปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลในการนำเงินไปรับจำนำข้าว
ยิ่งกว่านั้น หลังน้ำลดตอเริ่มผุดให้เห็นปัญหามากขึ้น โดยเฉพาะข้าวในสต๊อกรัฐบาล ซึ่งเคยมีข่าวก่อนหน้านี้ทั้งเสื่อมสภาพและสูญหายไป ด้วยข้อสงสัยเรื่องการนำข้าวไปเวียนเทียนจนถูกหยิบยกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายรอบ ตอกย้ำชัดเจนเมื่อผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้มอบอำนาจให้คนไปแจ้งความดำเนินคดีกับมือมืดที่ขโมยข้าวสารเหนียว 3.4 ล้านกิโลกรัม ที่หายไประหว่างการขนย้าย ทำให้มีการตั้งข้อสงสัยต่อไปถึงข้าวในสต๊อกรัฐบาลว่าจะยังอยู่ครบถ้วนหรือไม่
ขณะที่ปัญหาเรื่องการระบายข้าว โดยเฉพาะรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ซึ่งฝ่ายค้านเคยออกมากระทุ้งหลายรอบว่า ได้ทำสัญญาซื้อขายจริงหรือไม่ ก่อนที่สุดท้ายจะปรากฏว่า บริษัท เป่ยต้าฮวง ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้าของจีนที่ได้ยกเลิกการสั่งซื้อข้าว 1.2 ล้านตันจากไทย เนื่องจากเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจของมณฑล ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจกลาง จึงกลัวว่าจะเกิดปัญหา
นี่ยังไม่รวมกับปัญหาเรื่องคดีความการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเวลานี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นำร่องด้วยการแจ้งข้อกล่าวหากับ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ พร้อมมีมติรวมสำนวนการไต่สวน นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ในความผิดทางอาญาและการถอดถอนออกจากตำแหน่งรวมกันเป็นสำนวนเดียว โดยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทำหน้าที่เป็นองค์คณะไต่สวน
แต่ทว่าคำชี้แจงจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยืนยันว่า โครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ล้มเหลว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงมาจากการยุบสภา รวมไปถึงข้อจำกัดในฐานะรัฐบาลรักษาการที่หยิบจ่ายงบประมาณไม่คล่องมือนั้น ดูจะเป็นเพียงเหตุผลแค่บางเสี้ยวบางตอนที่ไม่อาจไปลบล้างความล้มเหลว เสียหายที่เกิดขึ้นได้
ดังนั้น ในวันที่หลักฐานความล้มเหลวปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นี่จึงถือเป็นสัญญาณอันตรายของรัฐบาลเพื่อไทยที่อาจจะสะดุดขาตัวเอง ล้มพับลงไปเพราะโครงการที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นนโยบายซื้อใจรากหญ้าที่ช่วยให้กอบโกยคะแนนจนเข้ามาเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากมาแล้ว







