
สื่อนอกชี้เฟซบุ๊กส่งผลกระทบการเมืองไทย
นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ไปแล้วสำหรับการที่โซเชียลมีเดียขึ้นมามีบทบาทในความเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น ตั้งแต่ปรากฏการณ์อาหรับสปริง ที่มีการจุดชนวนด้วยการแพร่กระจายข่าวและนัดรวมพลกันทางทวิตเตอร์
นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ไปแล้วสำหรับการที่โซเชียลมีเดียขึ้นมามีบทบาทในความเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น ตั้งแต่ปรากฏการณ์อาหรับสปริง ที่มีการจุดชนวนด้วยการแพร่กระจายข่าวและนัดรวมพลกันทางทวิตเตอร์
สำหรับการเมืองไทยปฏิเสธไม่ได้ว่า เฟซบุ๊กเริ่มมีบทบาทอย่างมากในการถ่ายทอดทัศนคติทางการเมืองของแต่ละบุคคล ที่กำลังกลายเป็นผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมไทยที่กำลังแบ่งฝักแบ่งฝ่าย
ไมค์ ฟัสเซล จากเว็บไซต์ข่าว วอยซ์ ออฟ อเมริกา รายงานถึงกระแสการแสดงความคิดเห็นบนเฟซบุ๊ก ว่า คนไทยกำลังรวมกลุ่มกันพูดเรื่องการเมืองที่กำลังเป็นข้อถกเถียงที่รุนแรงในปัจจุบัน และส่งผลถึงขนาดผู้ที่มีความเห็นต่างกันเริ่มมีการ “อันเฟรนด์” กันและกัน ที่ทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถมองเห็นรูป ความคิดเห็น และสถานะได้
ฟัสเซล ยังระบุด้วยว่า ความแตกแยกของสังคมไทยไม่เพียงเห็นได้บนท้องถนนเท่านั้น แต่ยังเห็นได้จากบนโซเชียลมีเดียอีกด้วย โดยกรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองหลวงที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กกันอย่างแพร่หลาย จึงไม่แปลกที่จะมีการนำเรื่องการเมืองไปแสดงความเห็นกันบนโลกออนไลน์
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายสำนักได้ระบุตรงกันว่า ปรากฏการณ์ “อันเฟรนด์” ดังกล่าวไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของการเมืองไทย เนื่องจากเมื่อผู้คนเริ่มขาดการสนทนากัน ทำให้การเมืองไทยมีลักษณะแบ่งขั้วมากขึ้น
ฟัสเซล ยังรายงานอ้างบทสัมภาษณ์ของ แมทธิว ฟิลิปป์ อาจารย์ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์เอเชียสมัยใหม่ จากมหาวิทยาลัยอเบอริสท์วิต ระบุว่า คนไทยกำลังใช้เฟซบุ๊กเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเสมือนการที่ตนออกไปชุมนุมตามท้องถนน
ฟิลิปป์ ยังระบุต่อไปว่า ปัญหาสำหรับการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองผ่านเฟซบุ๊กยังมีข้อจำกัดอยู่ที่ว่า สามารถแสดงความเห็นเฉพาะสิ่งที่สังคมยอมรับได้เท่านั้น ดังนั้นการถูก “อันเฟรนด์” จึงกลายเป็นกระจกสะท้อนที่สำคัญสำหรับบุคคล
ขณะเดียวกัน ฟัสเซล ได้ถามถึงความคิดเห็นของ ฟิลิปป์ ว่า คิดว่าคนไทยใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อให้สังคมรับรู้ความคิดเห็นของตนหรือเพื่อจัดการการประท้วง?
ฟิลิปป์ จึงตอบไปว่า เป็นจัดการการประท้วงอย่างแน่นอนที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชนชั้นกลางชาวกรุงเทพฯ ที่ได้ใช้เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นต่อการชุมนุม ขณะที่ไม่สามารถออกไปร่วมชุมนุมได้ด้วยตนเอง
ขณะที่การ “อันเฟรนด์” ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าตึงเครียดทีเดียว เนื่องจากเป็นเรื่องยากมากที่หลังจาก “อันเฟรนด์” แล้ว ทั้งคู่จะกลับมาเป็นเพื่อนกันอีก
ฟัสเซล ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ประเทศไทยประสบปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมานานหลายปี ดังนั้นในปัจจุบันคนไทยจึงระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ รวมถึงพื้นที่บนโซเชียลมีเดียเช่นกัน เป็นเรื่องยากสำหรับการเจรจาเมื่อประเทศกำลังแบ่งแยกทางการเมืองอย่างชัดเจน







