posttoday
ลดคิวอี ไม่แคร์ใครศก.เกิดใหม่โดนทิ้งเดียวดาย

ลดคิวอี ไม่แคร์ใครศก.เกิดใหม่โดนทิ้งเดียวดาย

31 มกราคม 2557

พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เป็นไปตามคาดเมื่อที่ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติให้ลดการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลงอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มาเหลือที่ 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน โดยให้เหตุผลว่าสภาพเศรษฐกิจและตลาดการจ้างงานภายในเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น หลังจากที่อัตราการว่างงานลดลงมาเหลือที่ 6.7% ใกล้เคียงกับเป้าที่เฟดตั้งไว้ที่ 6.5% แต่เฟดยังคงย้ำว่าจะยังคงดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 00.25% ไว้อีกพักใหญ่

แม้การลดคิวอีครั้งนี้จะได้รับการคาดหมายไว้ระยะหนึ่งแล้ว แต่การประกาศของเฟดโดยไม่ได้เอ่ยถึงความผันผวนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เลยแม้แต่คำเดียว ส่งผลให้ตลาดหุ้นสำคัญทั่วโลก ดิ่งลงอย่างหนักเมื่อวานนี้ โดยดัชนีตลาดหุ้นเอ็มเอสซีไอโลก ร่วงลงมาอยู่ในจุดต่ำที่สุดในรอบ 3 เดือนครึ่ง ลดลงต่ำกว่า 390.80 จุด ถือเป็นการลดลงต่อเนื่องจากเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา 4.3% เลวร้ายที่สุดในรอบ 1 ปีครึ่ง

เนื่องจากเชื่อกันว่าแบงก์ชาติสหรัฐจะเดินหน้าลดคิวอีต่ออีกอย่างแน่นอน เพราะในแถลงการณ์เฟดได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า “การลดคิวอีในสายตาเฟดเน้นอิงปัจจัยมาจากเศรษฐกิจภายในเป็นหลัก ไม่ได้พิจารณาจากปัจจัยภายนอก”

และที่ผ่านมาเฟดเองก็เคยออกมาเน้นย้ำแล้วว่า ขอบข่ายความรับผิดชอบหลักของเฟดคือการฟื้นฟูและรักษาเสถียรภาพของสหรัฐ ไม่ใช่การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจของต่างชาติหรือของโลก

ดังนั้นจึงเท่ากับว่า หากตราบใดที่เศรษฐกิจเมืองลุงแซมยังคงเดินหน้าฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งอยู่ ก็เลี่ยงไม่พ้นที่เฟดจะต้องลดคิวอีเพื่อให้สอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจในประเทศมาเป็นอันดับแรก แม้อีกใจหนึ่งจะรู้อยู่เต็มอกว่า การทยอยลดคิวอีกำลังสร้างปัญหา และทำให้เกิดภาวะผันผวนจากทุนไหลออกในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ตาม

จึงส่งผลให้นักวิเคราะห์ทั่วโลกพากันหวาดวิตกว่าความผันผวนในตลาดการเงินจากปัญหาทุนไหลออกจากกลุ่มชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ในปัจจุบัน อาจลุกลามขยายวงออกไป เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับวิกฤตการเงินในเอเชียในปี 1997 และนั่นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลกในท้ายที่สุด

เนื่องจากปัจจุบันระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้เชื่อมโยงถึงกันหมดแล้ว โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เริ่มมีบทบาทในการค้าและเศรษฐกิจโลกมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้ว่าก่อนหน้าที่เฟดจะประกาศลดคิวอีลงมาเหลือที่ 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ตุรกี อินเดีย แอฟริกาใต้ จะงัดมาตรการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อช่วยประคับประคองสถานการณ์ค่าเงินที่ตกต่ำอย่างหนักและเงินทุนไหลออกเอาไว้

แต่ดูเหมือนว่ามาตรการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดึงเงินทุนต่างชาติเอาไว้ในประเทศจะไม่ช่วยอะไรมากนัก ซ้ำร้ายกลับไม่สามารถช่วยฉุดรั้งให้ค่าเงินของตนเองได้

โดยเมื่อวานนี้ค่าเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ร่วงลงอย่างหนัก ค่าเงินลีราของตุรกี เมื่อวานนี้ ร่วงลงมากกว่า 1% ที่ 2.28 ลีราต่อเหรียญสหรัฐ ต่ำสุดในรอบสัปดาห์ ขณะที่ค่าเงินแรนด์ของแอฟริกาใต้ ร่วงลงมากกว่า 2% อยู่ที่ 11.38 แรนด์ต่อเหรียญสหรัฐ ต่ำสุดในรอบ 5 ปี

เนื่องจากปัจจัยที่นำไปสู่การถอนทุนกลับจริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ที่เฟดชะลอคิวอีเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังเกี่ยวพันถึงปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจภายในประเทศนั้นๆ ด้วย

เนื่องจากประเทศตลาดเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย อินโดนีเซีย ตุรกี และบราซิล มักจะมีพื้นฐานที่อ่อนแอคล้ายๆ กัน เช่น การ “ขาดดุลบัญชีคู่” ทั้งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากจากมีปริมาณพึ่งพาการนำเข้ามากกว่าส่งออก และการขาดดุลงบประมาณรายจ่ายของรัฐ เนื่องจากใช้จ่ายอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็อยู่ในระดับต่ำมากไปจนถึงการพึ่งพาเงินกู้ต้นทุนต่ำจากต่างชาติมากเกินไป ทั้งๆ ที่เงินทุนเหล่านี้เกิดมาจากการกู้ยืมเม็ดเงินต้นทุนต่ำที่อัดฉีดโดยชาติมหาอำนาจ

ฉะนั้นเมื่อเกิดการถอนทุนกลับขึ้นมา ประเทศที่คอยแบมือพึ่งพาเงินกู้และเงินลงทุนเหล่านี้จึงเจ็บตัวอย่างหนัก

“การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของตุรกีและแอฟริกาใต้ ล้มเหลวในการปกป้องและประคองค่าเงินของตนเองเอาไว้ได้ เนื่องจากนักลงทุนวิตกถึงผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งหลายประเทศยังเผชิญทั้งปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนัก ซึ่งที่ผ่านมาก็มักจะพึ่งพิงอยู่กับเงินทุนต่างชาติ” นิก สเตเมนโควิช จากอาร์ไอเอ แคปปิตอล มาร์เก็ต ในลอนดอน กล่าว

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น หลายประเทศตลาดเกิดใหม่ในขณะนี้ เช่น ไทย ตุรกี ไปจนถึงยูเครน ก็กำลังเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองจากการลุกฮือขึ้นประท้วงรัฐบาลของประชาชน ทำให้ประเทศเหล่านี้ดูจะไม่เป็นที่พึงปรารถนาสำหรับนักลงทุนเท่าไรนัก

เฉกเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศในตลาดเกิดใหม่ ที่คาดว่าจะเกิดความผันผวนและความไม่แน่นอนทางการเมืองมากขึ้น เนื่องจากในปีนี้ ทั้งใน อินโดนีเซีย อินเดีย แอฟริกาใต้ บราซิล จะมีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้น ซึ่งขณะนี้ผู้นำรัฐบาลประเทศเหล่านี้ กำลังเผชิญกับการลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจจากฝ่ายค้านและประชาชนอย่างหนัก

ดังนั้น หากเฟดตัดสินใจถอนคิวอีลงเรื่อยๆ ในอนาคต นักลงทุนจึงมีแนวโน้มที่จะเริ่มขนเงินออกจากตลาดเกิดใหม่เหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหาผลตอบแทนที่ดูมั่นคงกว่าในสหรัฐหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยไม่สนใจแล้วว่าตลาดเกิดใหม่จะเพิ่มผลตอบแทนน่าดึงดูดแค่ไหน

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักก็ออกโรงเตือนว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตนเองได้ในท้ายที่สุด

ทิม คอนดอน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชีย จากบริษัท ไอเอ็นจี ในสิงคโปร์ ให้เหตุผลว่า ถึงแม้ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยประคองค่าเงิน และทุนไหลออกได้บ้าง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อการขยายตัวเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้วให้ยิ่ง “เลวร้ายหนัก” ลงไปอีก

เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมทางธุรกิจภายในประเทศสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น เพราะจะไปลดแรงจูงใจในการดึงดูดให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ ของนักธุรกิจลง ซึ่งนั่นไม่ทำให้เกิดการจ้างงานใหม่ๆ ขึ้นมา ท้ายที่สุดก็ส่งผลไปยังวงจรเศรษฐกิจให้เกิดความชะงักงันขึ้นมา

สอดรับกับทัศนะของ ฟิลิปเป มาร์ติน นักวิชาการด้านธุรกิจ จากซีอองซ์ โป (สถาบันการเมือง) ในฝรั่งเศส ที่ชี้ว่า การหันมาดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดของกลุ่มชาติตลาดเกิดใหม่กำลังส่งผลกระทบในแง่ลบต่อการลงทุน ตลอดจนถึงการบริโภค

นอกจากนี้ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลให้ต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้น และลดความต้องการซื้อสินค้าที่ต้องนำเข้าจากประเทศพัฒนาแล้วอีกด้วย ซึ่งนั่นจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มชาติพัฒนาแล้วโดยตรง

จึงนับเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายทั่วโลกต้องจับตาดูอย่างยิ่งนับจากนี้ไป เพราะหากช้าไปไม่ทันการณ์ วิกฤตอาจลุกลามจนสายเกินกว่าจะแก้ไขได้

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69