
เด็กโรฮิงยาชีวิตภายใต้ความเสี่ยง
ประหนึ่งหนีเสือปะจระเข้ เมื่อชาวมุสลิมโรฮิงยายอมละทิ้งแผ่นดินเกิด เพื่อหนีตายจากการคุกคามของรัฐบาลพม่ารอนแรมไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็ต้องผจญกับภัยการค้ามนุษย์ที่แฝงตัวรอพวกเขาอยู่ ณ ค่ายอพยพ
ประหนึ่งหนีเสือปะจระเข้ เมื่อชาวมุสลิมโรฮิงยายอมละทิ้งแผ่นดินเกิด เพื่อหนีตายจากการคุกคามของรัฐบาลพม่ารอนแรมไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็ต้องผจญกับภัยการค้ามนุษย์ที่แฝงตัวรอพวกเขาอยู่ ณ ค่ายอพยพ
องค์กรฮิวแมน ไรท์ วอทช์ และเครือข่ายข่าวสตรีอ้างรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า ผู้อพยพชาวโรฮิงยาหลายพันคนต้องทุกข์ทรมานกับปัญหาการค้ามนุษย์ ที่เกิดจากการถูกจับไปเรียกค่าไถ่ในราคาสูง และการถูกขายไปเป็นทาสในเรือประมงและฟาร์มเกษตร โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนช่วยเหลือกลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมายกลุ่มนี้
ซึ่งองค์กรสิทธิมนุษยชนชื่อดังได้เสนอให้ภาครัฐของไทยออกมาตรการคุ้มครองดูแลผู้ลี้ภัยในสถานที่พักพิง และมีบทลงโทษแก่บรรดาเจ้าหน้าที่ที่สมรู้ร่วมคิดในธุรกิจค้ามนุษย์ภายในค่ายผู้อพยพที่อยู่บริเวณชายแดนภาคใต้ของไทย
ทั้งนี้ อลิเซีย ฟาร์เมอร์ ผู้ทำวิจัยเรื่องสิทธิเด็กขององค์กรฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ได้รายงานเพิ่มเติมว่า เด็กชาวโรฮิงยาจำนวนมากที่อพยพมาพร้อมผู้ปกครองอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการถูกคุกคามและเข้าสู่ตลาดการค้ามนุษย์ อีกทั้งยังไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กพึงได้รับตามอนุสัญญาสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติอีกด้วย
ผู้ทำวิจัยได้ยกตัวอย่างประเด็นการละเมิดสิทธิเด็กผู้อพยพหลายประการ อาทิ เด็กบางคนจะถูกแยกออกจากผู้ปกครองไปอยู่ยังศูนย์อพยพต่างๆ ด้วยการคัดกรองที่ไม่มีมาตรฐาน ซึ่งขัดกับกฎหมายนานาชาติที่คุ้มครองสิทธิเด็กให้สามารถใช้ชีวิตกับครอบครัวของตนได้ทำให้เด็กมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้รับการคุ้มครองจากสมาชิกในครอบครัว
นอกจากนี้ เด็กชาวโรฮิงยายังต้องเผชิญกับปัญหาความแออัดในค่ายพักพิงที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จนส่งผลให้เกิดความเสื่อมถอยทางสุขภาพจากความร้อนสูงภายในที่พักแรมและไม่อาจเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพที่ดี ทั้งนี้ ยังพบด้วยว่าเด็กบางรายมีปัญหากล้ามเนื้อ เนื่องจากต้องอุดอู้อยู่ภายในพื้นที่แคบๆที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มากนัก อีกทั้งยังขาดเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ต่างๆ ด้วย
ด้านการศึกษาก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้วิจัยให้ความสนใจ เพราะแม้จะมีกฎหมายทั้งของไทยและนานาชาติบัญญัติไว้ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิในการศึกษาว่า เด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาเล่าเรียน แม้ว่าจะมีสถานะเป็นเพียงผู้อพยพก็ตาม แต่เด็กผู้อพยพชาวโรฮิงยาก็ยังไม่ได้รับสิทธิในการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายของไทยแต่อย่างใด
ในช่วงท้ายของรายงานองค์กรฮิวแมน ไรท์ วอทช์ สรุปว่า เด็กผู้อพยพชาวโรฮิงยาที่เดินทางมาพึ่งพิงไทยนั้นต้องการความรู้สึกอุ่นใจและสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย หลังจากเกิดบาดแผลในจิตใจจากความรุนแรงในบ้านเกิดและการเดินทางที่ยากลำบาก
แม้ไทยจะไม่ได้เข้าร่วมการประชุมว่าด้วยการดูแลผู้อพยพ (The 1951 Refugee Convention) แต่ด้วยหลักสิทธิมนุษยชนสากล ประเทศไทยก็มีหน้าที่จะต้องช่วยเหลือผู้อพยพเหล่านี้ ภายใต้หลักการที่ไม่ส่งผู้ลี้ภัยกลับไปยังสถานที่ที่ชีวิตและเสรีภาพจะถูกคุกคาม







