posttoday
สื่อนอกฟัน2ก.พ.แท้งส่อรุนแรงบีบรัฐบาลไร้ทางเลือก

สื่อนอกฟัน2ก.พ.แท้งส่อรุนแรงบีบรัฐบาลไร้ทางเลือก

27 มกราคม 2557

ถือเป็นอีกวันหนึ่งที่สถานการณ์การเมืองในไทย ต้องกลายเป็นที่จับตามองจากทั่วโลกอีกครั้ง

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ถือเป็นอีกวันหนึ่งที่สถานการณ์การเมืองในไทย ต้องกลายเป็นที่จับตามองจากทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลไทยตัดสินใจเดินหน้าจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าขึ้นเมื่อวานนี้ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความรุนแรงและตึงเครียดที่เกิดขึ้นไปทั่วหัวระแหง เนื่องจากฝ่ายต่อต้านได้ระดมมวลชนเข้าปิดล้อมคูหาหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อคัดค้านการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น จนทำให้หลายคูหาเลือกตั้งกว่า 40 แห่งจากทั้งหมด 50 แห่งต้องปิดตัวลง

ขณะเดียวกัน ก็เกิดเหตุน่าเศร้าสลดใจขึ้นเมื่อมีผู้ประท้วงที่ออกมาคัดค้านการเลือกตั้งล่วงหน้าเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีกหลายสิบคน ซึ่ง สำนักข่าว เอพี กับ อัลจาซีราห์ ระบุว่าผู้เสียชีวิตดังกล่าวโดนยิงในระหว่างที่กำลังขึ้นกล่าวปราศรัยเพื่อรณรงค์ขัดขวางการเลือกตั้งที่หน้าคูหาแห่งหนึ่งในเขตบางนา

เหตุความรุนแรงและความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในระหว่างวันเลือกตั้งล่วงหน้านี้ ทำให้สื่อต่างชาติหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น รอยเตอร์ส เอพี เอเอฟพี บีบีซี และหนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียล ไทมส์ เริ่มกังขาและสงสัยกันขึ้นมาแล้วว่า การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นในวันที่2 ก.พ.นี้ ตามที่รัฐบาลประกาศลั่นไว้หรือไม่

รอยเตอร์สรายงานอ้างความเห็นของ พอล แชมเบอร์ส ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยแห่งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งฟันธงว่าอาจมีการเลื่อนการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้ เนื่องจากการขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวานนี้จะกลายเป็นปัจจัยกดดันให้เกิดกระแสเรียกร้องให้เลื่อนการเลือกตั้งในสัปดาห์หน้าออกไปก่อน

“ความสามารถของกลุ่มผู้ประท้วงที่สามารถขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้าได้ในวันนี้ ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้าได้” แชมเบอร์ส กล่าวพร้อมเสริมว่า อาจเป็นไปได้ว่าจะมีการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป เนื่องจากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ของเขตกรุงเทพฯ และภาคใต้ที่การเลือกตั้งคงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ หากมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นจริงในวันที่ 2 ก.พ.นี้ ก็จะต้อง “มีการใช้งบประมาณอย่างมหาศาล” “สิ้นเปลืองงบประมาณภาษีจากประชาชน” แถมยังเป็น “ชนวนก่อให้เกิดความรุนแรง”

อย่างไรก็ดี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นว่า ถึงแม้จะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป แต่ก็คาดว่าจะช่วยยุติความขัดแย้งในสังคมเพียงชั่วคราวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศยืนยันเจตนารมณ์ในการเดินหน้าจัดการเลือกตั้งในต้นเดือน ก.พ.นี้อย่างแข็งขัน โดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากหลายฝ่ายที่พยายามเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป ทว่านักวิเคราะห์จากหลายสำนักต่างก็เห็นตรงกันว่าโอกาสที่รัฐบาลจะกลับมานั่งเก้าอี้บริหารประเทศอีกครั้งดูจะเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบลูมเบิร์กถึงกับพาดหัวข่าวเลยว่า “หมดเวลาแล้วสำหรับรัฐบาลที่กำลังกระเสือกกระสนของไทย”

เนื่องจากรัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรครัฐบาล มีแววว่าจะโดนฟ้องและสั่งให้ยุติการทำหน้าที่จากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะจากโครงการจำนำข้าว รวมไปถึงการละเมิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผลจากการพยายามแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

“ไม่ว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. หรือช้ากว่านั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ โอกาสที่ยิ่งลักษณ์จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทบจะริบหรี่ลงแล้ว และวิกฤตทางตันทางการเมืองในปัจจุบันจะนำไปสู่จุดจบของรัฐบาล” พิมพ์ผกา นิจการุณ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต กล่าวให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์ก พร้อมเสริมว่ามีโอกาสที่จะเกิดรัฐประหารขึ้นในช่วงเดือน มี.ค.นี้สูง หลังจากที่องค์กรอิสระออกมาชี้มูลให้รัฐบาลมีความผิดจากคดีทุจริตและการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนทำให้รัฐบาลต้องยุติการทำหน้าที่

อย่างไรก็ดี กองทัพอาจไม่จำเป็นต้องเหนื่อยลงมือทำรัฐประหารเลยด้วยซ้ำ ถ้าหากสามารถรอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาชี้มูลความผิดของรัฐบาลในเรื่องทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งจะทำให้รัฐบาลต้องหยุดทำหน้าที่โดยทันที หากโดนชี้มูลความผิด

ทั้งนี้ ในปัจจุบันคดีทุจริตการจำนำข้าวดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของ ป.ป.ช.อยู่ โดยตัวของนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่าเพิกเฉยต่อการควบคุมดูแลโครงการดังกล่าว

นอกเหนือจากประเด็นการเลือกตั้งและการคาดเดาผลหลังจากมีการเลือกตั้งแล้ว ปัจจุบันสื่อต่างประเทศกระแสหลักเอง ก็เริ่มมีการเปิดพื้นที่ในการสะท้อนแง่มุมข่าวจากมุมมองผู้ประท้วงของไทยในมิติที่มีความหลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่เอาแต่รายงานและมองแค่ว่าการลุกฮือประท้วงครั้งนี้เป็นการประท้วงต่อต้านประชาธิปไตยและเป็นการกดขี่การลุกขึ้นมามีสิทธิมีเสียงทางการเมืองของคนในต่างจังหวัด

ล่าสุด เว็บไซต์หนังสือเดอะ การ์เดียน จากอังกฤษ เผยแพร่บทความของ เดฟ เชอร์แมน ครูต่างชาติที่สอนในไทยและเป็นนักวิจารณ์การเมืองที่ชี้แจงแถลงไขว่า ในขณะนี้สื่อต่างชาติกำลังมีมุมมองต่อผู้ประท้วงรัฐบาลไทยอย่างผิดๆ โดยเฉพาะการมองว่าการประท้วงครั้งนี้เป็นการต่อต้านประชาธิปไตย ซึ่งเจ้าตัวย้ำชัดว่า “ไม่เป็นความจริง” และการประท้วงนี้ยังมีหลักการพื้นฐานสำคัญที่เป็นประชาธิปไตยอยู่

เนื่องจากแม้ว่าผู้ประท้วงจะต่อต้านการเลือกตั้ง และให้ตั้งสภาประชาชนจากการแต่งตั้งและสรรหา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องการการเลือกตั้งอีกต่อไปในไทย เพียงแต่ต้องการให้มีการปฏิรูปการเมืองและกฎกติกาการเลือกตั้งก่อนเท่านั้น เพื่อทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรีโดยแท้จริง และไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของ “ระบอบทักษิณ”

เพราะที่ผ่านมาการเลือกตั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเถลิงสู่อำนาจและทำการทุจริตอย่างมโหฬาร มิหนำซ้ำยังมีการอ้างเสียงข้างมากในการหลบเลี่ยงการตรวจสอบโครงการสำคัญต่างๆ จากพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

นอกจากนี้ ลำพังเพียงแค่การเลือกตั้ง เข้าคูหาและหย่อนบัตรเพียงอย่างเดียว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์พร้อม” โดยกรณีเช่นนี้เคยมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วในอียิปต์ที่ประชาชนออกมาเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลของประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ดมอร์ซี ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างล้นหลามในปีที่แล้ว

การลุกฮือประท้วงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประชาชนชาวอียิปต์จะต่อต้านประชาธิปไตย แต่เป็นเพราะประชาชนไม่พอใจที่รัฐบาลใช้เสียงข้างมากที่มีอยู่ในการรวบอำนาจไว้ในกำมือตนเอง

ดังนั้น การตัดสินหรือมองปัญหาการเมืองไทยจึงไม่อาจตัดสินได้แค่ว่า “ไม่เอาเลือกตั้งจะเท่ากับไม่เป็นประชาธิปไตยเสมอไป”

โดยเฉพาะในกรณีของไทยนั้น การลุกฮือประท้วงรัฐบาลครั้งนี้ เกิดขึ้นมาจากความผิดหวังที่ซึมลึกต่อกระบวนการประชาธิปไตยซึ่งถูกย่ำยีโดยคนเพียงคนเดียวเพื่อใช้เป็นเครื่องมือเถลิงสู่อำนาจเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ประชาชนชาวไทยจึงต้องการปฏิรูปการเมืองก่อนให้มีการเลือกตั้งขึ้น

ขณะเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่สื่อต่างชาติกระแสหลักมักเข้าใจผิดนั่นคือ การประท้วงครั้งนี้เป็นกลุ่มคนเล็กๆ ที่มาจากชนชั้นกลางและชนชั้นนำของไทยในกรุงเทพฯ ที่ต่อต้านรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของคนชนบท ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น

เพราะการประท้วงครั้งนี้ แม้ว่าฐานการประท้วงหลักจะอยู่ในกรุงเทพฯ แต่คนที่เข้าร่วมก็มีที่มาอย่างหลากหลาย ทั้งชนชั้นแรงงานนักเรียน นักศึกษา รวมถึงคนที่มาจากภาคใต้ ขณะที่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ก็ใช่ว่าจะเห็นด้วยกับการประท้วงครั้งนี้เสมอไป

ดังนั้น การเหมารวมว่าการประท้วงดังกล่าวเป็นกลุ่มคนจากชนชั้นนำอย่างที่สื่อต่างชาติพากันรายงานข่าว จึงเป็นความเข้าใจที่ผิดและคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

จึงนับเป็นเสียงสะท้อนว่า สื่อต่างชาติเองก็ไม่ได้มองหรือมีความเชื่อเกี่ยวกับการเมืองไทยจากแง่มุมเดียวเสมอไป และนี่อาจเป็นสัญญาณกระตุ้นให้สื่อค่ายอื่นๆ ในต่างประเทศเริ่มที่กลับมาทบทวนและตั้งคำถามได้บ้างแล้วว่าชุดความจริงที่เสนออยู่นั้นสะท้อนตัวตนการเมืองไทยจริงๆ หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่