
สำรวจ"จุดยืนทางการเมือง" ของคนไทย
ความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ที่ยังไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นอยู่ในจุดยืนของตัวเอง และเชื่อมั่นว่าจุดยืนของตัวเองนั้นถูกต้อง โดยอ้างถึงการเป็นเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศ และแสดงออกในสื่อต่างๆ ว่าตัวเองนั้น “เป็นผู้แทนของคนในประเทศ” ในเหตุผลที่แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่มาของคำศัพท์/คำนิยามใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น “1 เสียงไม่เท่ากับ 1 เสียง” “Respect My Vote” “Respect My Tax” “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” “เลือกตั้งแล้วค่อยปฏิรูป” “สภาประชาชน” และอื่นๆ อีกมาก
ความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ที่ยังไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นอยู่ในจุดยืนของตัวเอง และเชื่อมั่นว่าจุดยืนของตัวเองนั้นถูกต้อง โดยอ้างถึงการเป็นเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศ และแสดงออกในสื่อต่างๆ ว่าตัวเองนั้น “เป็นผู้แทนของคนในประเทศ” ในเหตุผลที่แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่มาของคำศัพท์/คำนิยามใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น “1 เสียงไม่เท่ากับ 1 เสียง” “Respect My Vote” “Respect My Tax” “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” “เลือกตั้งแล้วค่อยปฏิรูป” “สภาประชาชน” และอื่นๆ อีกมาก
ตัวผมเองเป็นนักวิจัยทางเศรษฐศาสตร์์ที่ถูกสอนมาในเรื่องของการวิเคราะห์ทางสถิติ ผมเชื่อในเรื่องของตัวเลขที่มาจากการสำรวจที่ถูกต้องตามหลักสถิติ และสะท้อนผลสำรวจที่มาจากองค์ความรู้ของผู้ให้การสำรวจจริงๆ นอกจากนี้ผมยังเชื่อในเรื่องของความเป็นกลางในการวิเคราะห์จากข้อมูลมากกว่าการกล่าวอ้างแบบลอยๆ ที่ขัดกับหลักทางวิชาการ แต่น่าเสียดายว่า ในส่วนตัวผมเองยังไม่ได้เห็นการสำรวจที่มาจากความเห็นของกลุ่มตัวอย่างในระดับชาติ (National Representative) อย่างแท้จริง ดังนั้นทางเลือกที่รองมาก็คือ การดูผลสำรวจในลักษณะของการสำรวจความคิดเห็น (หรือ Poll) ซึ่งเป็นการสุ่มสำรวจแบบคร่าวๆ ที่เป็นกลุ่มตัวแทนของประเทศ ผ่านกลุ่มตัวอย่างจำนวนหลักพันคน
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ “นิด้าโพล” (ซึ่งโดยส่วนตัวที่ทำงานในนี้ ผมเห็นว่าเป็นการสำรวจที่เป็นกลาง ถูกต้องในการสุ่มตัวอย่าง และเชื่อถือได้) ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองของคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยการสำรวจครั้งแรกระหว่างวันที่ 89 ม.ค. ในเรื่องของจุดยืนทางการเมืองของคนไทย จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 1,250 คน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 69.36 ไม่สนับสนุนกลุ่มใดเลย รองลงมา ร้อยละ 13.6 ระบุว่าสนับสนุนกลุ่ม กปปส. ร้อยละ 8.96 ระบุว่าสนับสนุนกลุ่ม นปช. (คนเสื้อแดง) ร้อยละ 2.24 ระบุว่าสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ (คนเสื้อเหลือง) และที่เหลือเป็นกลุ่มอื่นๆ หรือไม่แน่ใจ โดยผลการสำรวจนี้พบว่ามีการแปรผันตามภาคเป็นอย่างมาก โดยกลุ่มที่สนับสนุน กปปส.ส่วนใหญ่มาจากภาคใต้ (ร้อยละ 37.2 ของกลุ่มที่สนับสนุนทั้งหมด) รองลงมาได้แก่ ภาคกลาง (ร้อยละ 11.2) และ กทม. (ร้อยละ 10.4) ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่าความเห็นทางการเมืองของคนไทยยังมีการเหลื่อมล้ำในเชิงภูมิภาค (Regional Disparity) ที่สูงมาก การแสดงออกจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้นจึงยังไม่ได้เป็นตัวแทนของคนในประเทศอย่างแท้จริง
ในการสำรวจครั้งที่ 2 สำรวจเฉพาะกับคนกรุงเทพฯ จำนวน 1,975 ตัวอย่าง ในเรื่องของการเข้าร่วมประท้วงกับกลุ่ม กปปส. คปท. กปท. โดยพบว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 71.04 ระบุว่า ไม่เคยเข้าร่วมในการชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. คปท. กปท. เลย ขณะที่ร้อยละ 28.96 ระบุว่า เคยเข้าร่วม โดยการชุมนุมใหญ่ (DDay) ที่คนเข้าร่วมมากที่สุดคือ การชุมนุมในวันที่ 9 ธ.ค. 2556 (ร้อยละ 31.26) รองลงมาได้แก่ วันที่ 22 ธ.ค. 2556 (ร้อยละ 29.85) และวันที่ 24 พ.ย. 2556 (ร้อยละ 28.81) ตามลำดับ สำหรับการเข้าร่วมปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 13-15 ม.ค. 2557 ที่ผ่านมานั้น พบว่าคนกรุงเทพฯ จำนวนร้อยละ 19.9 เท่านั้นที่เข้าร่วมการปิดกรุงเทพฯ โดยผลการสำรวจนี้พบว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่ง (แต่ไม่ทั้งหมด) เท่านั้น ที่มีการแสดงออกทางการเมืองจากการเข้าร่วมชุมนุม โดยการเข้าร่วมมาจากสาเหตุที่ต่างวาระกันไป โดยจะพบว่าการเข้าร่วมนั้นจะมีสัดส่วนที่สูงในเรื่องของความต้องการให้ยุบสภาในวันที่ 9 ธ.ค. 2556 แต่มีคนจำนวนน้อยลงที่เห็นด้วยกับการปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 1315 ม.ค. ดังนั้นในส่วนนี้ กปปส.จะต้องแยกให้ชัดว่าคนที่เห็นด้วยกับการคัดค้านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม อาจจะไม่ใช่คนที่เห็นด้วยกับการปิดกรุงเทพฯ และสถานที่ราชการเสมอไป ในขณะเดียวกับพรรคเพื่อไทยเองก็ควรจะทราบว่า คน 15 ล้านคนที่เลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศนั้น ก็ไม่จำเป็นว่าเขาจะเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย หรือเห็นด้วยกับระบอบทักษิณเสมอไปเช่นเดียวกัน
ในการสำรวจครั้งที่ 3 เรื่องข้อคิดเห็นกับการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือปฏิรูปหลังเลือกตั้ง โดยสำรวจระหว่างวันที่ 16-18 ม.ค. 2557 กับกลุ่มตัวอย่างทั้งประเทศ 1,250 ตัวอย่าง พบว่าร้อยละ 38.88 ต้องการให้เลือกตั้งก่อน ร้อยละ 38.4 ต้องการให้มีการปฏิรูปก่อน ร้อยละ 13.44 ไม่แน่ใจ ในขณะที่ร้อยละ 9.28 ต้องการให้ทำควบคู่กันไป โดยประชาชนส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 51.36) เห็นด้วยกับการจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย และประมาณร้อยละ 53.76 เห็นด้วยกับการมีนายกรัฐมนตรีคนกลางเข้ามาบริหารประเทศในช่วงวิกฤตนี้ ผลที่พบนี้สามารถเห็นพ้องต้องกันได้ว่า ประเทศไทยต้องการปฏิรูป (ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังเลือกตั้ง เพราะมีคะแนนพอๆ กัน) โดยควรมีบทบาทของคนกลางให้มากที่สุด ไม่ใช่การปฏิรูปที่เกิดขึ้นจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้ การนำเสนอรูปแบบการปฏิรูปที่ยังล่องลอยไม่แน่ชัดเอง ก็ยังทำให้มีกลุ่มจำนวนถึงร้อยละ 13.44 นั้นที่ยังไม่แน่ใจ ดังนั้นตรงนี้จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทั้งสองฝั่งควรต้องหาจุดยืนร่วมกันและกำหนดรูปแบบการปฏิรูปให้แน่ชัด อะไรจะทำก่อนเลือกตั้ง และอะไรจะทำหลังเลือกตั้ง และแต่ละเรื่องมีระยะเวลาเท่าไร
ในการสำรวจครั้งที่ 4 ในเรื่องของการเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองของคนไทย โดยสำรวจระหว่างวันที่ 1619 ม.ค. ของกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 2,007 คน พบว่าประชาชนร้อยละ 80.87 ระบุว่า ไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส./กลุ่ม คปท./กลุ่ม กปท. ขณะที่ร้อยละ 19.13 ระบุว่า เคยเข้าร่วมชุมนุม ซึ่งหากคำนวณจากจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป (ประมาณ 52 ล้านคน) จะพบได้ว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งถือว่าที่มีคนเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย โดยในกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.20 ระบุว่า ได้เข้าร่วมชุมนุมในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร ขณะที่ร้อยละ 50.78 ระบุว่า ได้เข้าร่วมชุมนุมในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยจำนวนที่เข้าร่วมโดยเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ประมาณ 5 ครั้ง ผลการสำรวจนี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของระบอบการเมืองไทยที่คนชั้นกลางของประเทศเริ่มมีบทบาทมากขึ้นกว่าแต่ก่อน และเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ดีและรักความก้าวหน้า เฉกเช่นกับสมัยก่อนที่การปฏิวัติล้วนเกิดขึ้นจากกลุ่มนักศึกษา ดังนั้นการสร้างความเข้าใจในบริบทที่ถูกต้องของประชาธิปไตย การสร้างค่านิยมว่าการซื้อสิทธิขายเสียงเป็นเรื่องที่ผิด จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ
ทั้งนี้ ถ้าการสำรวจความต้องการของคนในประเทศเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ (ซึ่งแนะนำว่าสำนักงานสถิติแห่งชาติน่าจะทำเรื่องนี้) การสำรวจระดับชาติที่น่าเชื่อถือได้ก็ต้องตกไปสู่การเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง เพื่อแสดงถึงการมีอยู่ของกระบวนการทางประชาธิปไตย และแสดงว่าจุดยืนของแต่ละท่านเป็นอย่างไร แต่น่าเสียดายที่ว่ารูปแบบการเลือกตั้งนั้นได้ถูกจำกัดให้สามารถเลือกพรรค/คนที่จะเป็นผู้แทนมาบริหารประเทศได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถที่จะเลือกอะไรนอกเหนือจากนั้นได้ (เช่น เลือกคนมาปฏิรูป เลือกรูปแบบการปฏิรูป หรือเลือกเรื่องที่จะปฏิรูป) สุดท้ายผลการเลือกตั้งที่ออกมา (ไม่ว่าจะถูกเลือกหรือไม่ก็ตาม) จึงจะยังไม่ใช่สิ่งที่สะท้อนถึงความต้องการของคนในประเทศอย่างแท้จริง







