
ธุรกิจแบงก์ตั้งการ์ดสูงรับมือเศรษฐกิจถดถอย
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
แม้การรายงานผลประกอบการประจำปี 2556 ล่าสุด ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 10 แห่ง จะยังทำกำไรสุทธิได้รวมกันถึง 1.86 แสนล้านบาทเพิ่มขึ้น 28% จาก 1.47 แสนล้านบาทในปี 2555
แต่หากเจาะลงไปดูเฉพาะผลดำเนินงานไตรมาสสุดท้ายเพียงอย่างเดียว จะพบว่าผลกำไรสุทธิกลับปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสุทธิรวมกัน 4.4 หมื่นล้านบาท ลดลง 6% จากผลกำไรสุทธิของทั้งสามไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 4.7 หมื่นล้านบาท
เรียกได้ว่าต่ำที่สุดของปี ทั้งที่โดยปกติแล้วช่วงไตรมาสสุดท้ายจะถือเป็นฤดูกาลกอบโกยรายได้ของธนาคาร โดยสาเหตุหลักๆ เกิดจากค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองหนี้เผื่อสงสัยจะสูญในไตรมาส 4 ที่สูงถึง 1.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อนหน้า
ซึ่งจัดว่าสูงกว่าที่นักวิเคราะห์เคยคาดการณ์กันไว้ว่าตัวเลขการตั้งสำรองของธนาคารน่าจะเริ่มลดลงได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 หลังจากที่ก่อนหน้านี้แบงก์พาณิชย์ได้ทยอยตั้งสำรองพิเศษเพื่อรองรับความเสี่ยงจากวัฏจักรเศรษฐกิจล่วงหน้า (Countercyclical Cushion) ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยกันไปแล้วตั้งแต่ในช่วงครึ่งปีแรก
การที่ธนาคารทุกแห่งยังคงเลือกที่จะตั้งการ์ดสูงต่อไป ทั้งที่หากพิจารณาจากระดับหนี้เสียทั้งระบบในปีที่ผ่านมามีการปรับลดลงจาก 3.1% มาอยู่ที่ 2.9% ขณะที่ระดับเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ของทุกธนาคารก็ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 100% นับเป็นตัวสะท้อนมุมมองของภาคธนาคารที่มีต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคตว่ายังมีความเสี่ยงสูงและยังมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคาร
ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในอย่างการชะลอตัวลงของภาคธุรกิจที่ได้รับแรงกดดันจากบรรยากาศความไม่แน่นอนทางการเมือง ระดับหนี้สินในภาคครัวเรือนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ลดลง รวมไปถึงปัจจัยด้านความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่พร้อมจะกระทบอัตราแลกเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ธนาคารพาณิชย์มีการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดในระยะหลังนี้ คือ สินทรัพย์จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan) หรือหนี้ที่ค้างชำระเกิน 1 เดือน แต่ยังไม่เกิน 3 เดือน ที่เริ่มมีสัญญาณเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อบุคคล
เมื่อนำภาพความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไปมาต่อจิ๊กซอว์เข้าด้วยกัน ก็ไม่น่าแปลกใจที่ธนาคารพาณิชย์เลือกจะตั้งสำรองแบบอนุรักษนิยมในยามที่ยังมีผลดำเนินงานและผลกำไรสูง เพราะหากรอให้เศรษฐกิจขาลง เกิดหนี้เสียแล้วค่อยมากันสำรองก็จะยิ่งมีผลกระทบต่อกำไรในช่วงนั้นๆ
ทั้งนี้ หากมองข้ามชอร์ตมายังปีนี้ก็ยังเชื่อว่าการตั้งสำรองของแบงก์พาณิชย์จะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปโดยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ได้ประเมินค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองปี 2557 ของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ว่าจะอยู่ที่ราว 8.68.7 หมื่นล้านบาท
แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์รายหนึ่ง ระบุว่า เหตุความไม่สงบทางการเมืองที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทย รวมถึงคุณภาพหนี้ในปีนี้ อาจเป็นแรงกดดันให้ธนาคารหลายแห่งยังต้องตั้งสำรองในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
“ถ้าความวุ่นวายทางการเมืองยืดไปจนถึงครึ่งหลังของปี ก็มีโอกาสที่การกันสํารองของธนาคารจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงหรือกระทั่งสูงกว่าปีที่แล้วได้เช่นกัน เพราะคุณภาพหนี้จะเริ่มมีปัญหา”
ขณะที่ บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ตั้งสำรองสูงถึง 800 ล้านบาทในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ขณะเดียวกันธนาคารยังจัดทำแผนเติบโตสินเชื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ
ด้าน อดิศวร์ หลายชูไทย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารจะควบคุมค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองในปีนี้จะอยู่ในระดับ 0.85% ของสินเชื่อรวมเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้การพิจารณาคงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก ปัญหาการเมืองในประเทศ และการขยายของพอร์ตสินเชื่อ
ธุรกิจธนาคารนั้นเปรียบเสมือนคนที่คอยเฝ้าดูนาฬิกาทางเศรษฐกิจซึ่งมีวงจรหมุนเป็นวงกลม คือ ร้อนแรงเติบโตถดถอย อยู่ตลอดเวลา ภาพการเริ่มขยับตัวเข้าหาที่กำบังของกลุ่มธนาคาร จึงถือเป็นการแจ้งเตือนที่มีนัยว่าเศรษฐกิจไทยในเวลานี้คงใกล้เข้าสู่ภาวะถดถอยเต็มแก่แล้ว







