
สุดภูมิใจ...ไทยไฟต์หรี่ไฟใต้
สวมหัวโขนประธานที่ปรึกษา คุมหางเสือดันพรรคชาติพัฒนาในการเลือกตั้งที่ (หาก) มาถึงในวันที่ 2 ก.พ.นี้
สวมหัวโขนประธานที่ปรึกษา คุมหางเสือดันพรรคชาติพัฒนาในการเลือกตั้งที่ (หาก) มาถึงในวันที่ 2 ก.พ.นี้ อย่างไรก็ตาม อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยผู้นี้ ยืนยันว่า แม้หลุดพ้นบ่วงจากบ้านเลขที่ 109 แล้ว แต่ไม่ขอลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคและเก้าอี้รัฐมนตรีใดๆ รวมถึงไม่รียูเนียนกับขั้วพรรคเพื่อไทยเหมือนอดีตที่ผ่านมา
“การตั้ง 7 กระทรวง เป็นรองนายกฯ ตั้ง 2 สมัย ยังไม่นับที่เป็นรัฐมนตรีช่วยอีก ผมเป็นมาเยอะแล้ว โดยส่วนตัวไม่ได้มีธงว่าจะต้องเป็นนั่นเป็นนี่ ไม่ได้มีความทะเยอทะยานไปมากกว่านี้แล้ว แต่เราถือว่าชีวิตเราได้ทำงานการเมืองมา มีประสบการณ์อยู่ หากประสบการณ์เรามีคุณค่าก็อยากจะใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม อย่างวันนี้หากผมมองเรื่องปฏิรูป เรื่องความแตกแยก เเม้ผมไม่ได้ลงเลือกตั้ง เเต่ผมมองว่าผมรู้จักคนโน้นคนนี้ เป็นพี่ๆ น้องๆ กันทั้งนั้น เราก็สามารถทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้ไม่น้อยไปกว่าการลงเลือกตั้ง ...ส่วนพรรคชาติพัฒนาก็คงต้องสร้างให้มีสถานภาพ ให้มีกล้ามเนื้อมากขึ้น เราคิดว่าถ้าพรรคสามารถเดินไปในแนวทางที่ท่านชาติชาย (ชุณหะวัณ) วางไว้จะดีที่สุด คือ เดินสายกลางในแนวทางประนีประนอม ไม่ขัดแย้ง และเอาเศรษฐกิจนำการเมือง เพราะพรรคการเมืองทุกวันนี้วางน้ำหนักการเมืองมากเกินไป”
สุวัจน์ เล่าว่า ทุกวันนี้ในชีวิตเต็ม 100% แบ่งกระจายเป็น 5 ด้าน การเมือง ธุรกิจ สังคม ครอบครัว กีฬา โดยเฉพาะประการหลังสุดนั้น นักการเมืองลายครามเล่าถึงประสบการณ์การผลักดันงานด้านกีฬาด้วยสายตาเปล่งประกาย จากภารกิจนำศาสตร์ด้านกีฬามาบรรเทาปัญหาความขัดแย้งทางด้านการเมืองได้อย่างกลมกลืน
“พอดีช่วงก่อนปฏิวัติ ผมเป็นรองนายกฯ คุมเรื่องกีฬา มีอยู่วันหนึ่งท่านอดีตนายกฯ ให้ผมไปดูแลเรื่องการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก วันนั้นผมไปและจะกลับอยู่แล้ว พอดีมีนายกสมาคมยกน้ำหนักบอกผมว่า อย่าเพิ่งกลับเลย เพราะวันนี้มีนักยกน้ำหนักของไทยชิงเหรียญทองโอลิมปิกนะ เราก็เลยอยู่เชียร์ แล้วนักยกน้ำหนักคนนั้นก็ได้เหรียญทองจริงๆ
...วันนั้นคนไทยในสนามมีประมาณ 50 คน เชียร์กันจนชนะได้เหรียญทอง พอธงชาติไทยถูกดึงขึ้นท้องฟ้า คนไทยที่ยืนกันอยู่ ผมเห็นทุกคนน้ำตาคลอกันหมดเลย วันนั้นมันเริ่มต้นทำให้เรารู้สึกว่าชัยชนะของกีฬามันยิ่งใหญ่จริงๆ เราจะคิดเห็นแตกต่างกันอย่างไรก็แล้วแต่ แต่พอเป็นชัยชนะทางกีฬา ทีมชาติไทยชนะ พอธงชาติไทยถูกนำขึ้น มันหยุดความรู้สึกของความแตกแยกได้
...ช่วงนั้นผมเป็นประธานกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ตอนผมกลับมา ตอนนั้นเหรียญทองโอลิมปิกได้ 2 ล้านบาท แล้วผมก็รู้สึกว่าหากเหรียญทองโอลิมปิกได้เพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านบาท แล้วทำให้คนไทยยิ้มได้พร้อมๆ กัน หัวเราะพร้อมๆ กัน แล้วมีความสุขพร้อมๆ กัน ด้วยความรักชาติได้ เอา 10 ล้านบาทหารด้วยคนไทย 60 ล้านคน เสียตกคนละ 15 สตางค์ แต่ความรักชาติเกิดขึ้น ความภาคภูมิใจเกิดขึ้น ความสุขเกิดขึ้น ผมว่ามันคุ้ม ก็เลยเปลี่ยนกติกาให้เหรียญทองโอลิมปิกได้ 10 ล้านบาท
สุวัจน์ บอกว่า เป็นนายกลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย แต่ที่เห็นภาพไปเกี่ยวข้องหลายเรื่อง เพราะทุกคนมาขอคำปรึกษา ขอคอนเนกชั่นให้ประสานเรื่องนั้นเรื่องนี้ เป็นประธานที่ปรึกษาสมาคมฟุตบอล สมาคมยกน้ำหนัก สมาคมจักรยาน เลยช่วยหมดเลย อย่างเอามวยไทยมาสร้างให้เป็นมวยระดับโลกอย่างไทยไฟต์ให้เป็นที่รู้จักโด่งดัง
“ที่ผมประทับใจมากเรื่องหนึ่ง คือ วันหนึ่งผู้ใหญ่ที่ดูแลเรื่องความมั่นคงมาปรึกษาผม เขาบอกว่าอยากให้เอากีฬาใหญ่ๆ ลงไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ไหม ผมมองว่า 3 จังหวัด สถานการณ์ไม่สงบ มีความขัดแย้ง สูญเสียผู้คน เราก็กลัว ทุกคนก็กลัว แต่ผมคิดว่ามวยไทยไฟต์ไปต่อยมาแล้วทั่วประเทศ ทั่วโลก ยกเว้นภาคใต้ไม่เคยลง วันนั้นผมตัดสินใจเอามวยไทยไฟต์ไปเลย
...เราก็เอามวยไทยไฟต์ไปต่อยที่ปัตตานี แต่นักมวยไม่มีใครกล้าไปต่อย เราก็บอกว่าไปเถอะ ไม่อันตราย เขาบอกไปก็ได้ แต่ท่านต้องนั่งอยู่กับพวกผมตลอดเวลานะ (หัวเราะ) เราก็ยกขบวนไปเลย เชื่อไหม วันนั้นคนปัตตานีมากัน 3-4 หมื่นคน มาทั้งจังหวัดเลย เต็มสนามไปหมด แล้วสถานการณ์เรียบร้อย ปลอดภัย หลายคนเดินมาจับมือกับผม น้ำตาคลอเลยนะ ว่าเขาไม่เคยเห็น ไม่ได้ชมอะไรอย่างนี้มาตลอด เหมือนกับว่าในพื้นที่มีแต่ความขัดแย้ง ความรุนแรงเกิดขึ้น มีแต่การเสียชีวิต แต่ไม่เคยมีกีฬาใหญ่ๆ หรือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่าอะไรจากส่วนกลางลงไปหาเขา ไปดูแลเขา ไปเข้าถึงเขาเเบบนี้มาก่อน
หลังจากงานมวยไทยไฟต์ หน่วยงานความมั่นคงบอกผมนะว่า คืนนั้นสถานการณ์เรียบร้อยหมด คนไปดูกัน 34 หมื่นคน ทุกคนสนุกสนาน เฮฮา ตอนเช้าทั้งตลาดพูดถึงแต่เรื่องมวยไทยไฟต์ เเล้วหยุดยิงไปอีกหลายวัน (หัวเราะ) เพราะเขารู้สึกมีความสุขกับกีฬา ดังนั้นถามว่าแล้วเราจะมาขัดแย้งกันทำไม ในเมื่อความสุขแบบนี้ก็มี ความสุขไปจากคนไทยด้วยกัน นี่คือความยิ่งใหญ่ของกีฬา ที่ผ่านมาเรื่องนี้ทำให้ผมประทับใจที่สุด ผมดูจากสีหน้า แววตา ผมเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนปัตตานี ผมรู้ว่าเขามีความสุขมาก” สุวัจน์ เล่าด้วยสีหน้าปลื้มปริ่มต่อบทบาทประธานอำนวยการการจัดการแข่งขันมวยไทยไฟต์ที่ปัตตานีเมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
ใช่แค่การนำกีฬาปลุกความสามัคคีคน เเละลดทอนบรรยากาศความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ สุวัจน์ ย้ำว่า ยังใช้ยาขนานเดียวกันฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ หลังไทยเกิดวิกฤตทางการเมืองอีกด้วย
“หลังช่วงคอนฟลิกต์ปฏิวัติปี 49 ก็ไม่ค่อยมีใครมาประเทศไทย ไม่มีผู้นำต่างประเทศมา เรื่องการลงทุน การท่องเที่ยวในประเทศก็ซบเซา เพราะเรามีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เราจะถูกกำหนดไว้อีกตำแหน่งหนึ่งในแผนที่โลกว่า บ้านคุณไม่ได้มีประชาธิปไตย จากนั้นเราเลยดึงนักกีฬาดังๆ มา ผมจำได้ว่าตอนนั้นดึง ราฟาเอล นาดาล (นักเทนนิสมืออันดับ 4 ของโลก) มาประเทศเรา มาตักบาตรริมหาดหัวหิน จัดศึกไทยแลนด์ โอเพ่น นอกจากนั้นยังพา ไทเกอร์ วูดส์ (นักกอล์ฟชาวอเมริกันอันดับ 1 ของโลก) มาปลูกป่า เราก็ทำในช่วงนั้นบ่อยๆ จนกระทั่งภาพลักษณ์ของประเทศดีขึ้น
...บ้านเรามีแต่รัฐประหาร มีแต่ข่าวชุมนุมประท้วง ปิดสนามบิน ถามว่าใครจะมาถ้ามีข่าวแบบนี้ แต่หากเราดึงคนพวกนี้มา ต่างชาติรู้ข่าวเขาก็ เฮ้ย ทำไม ไทเกอร์ วูดส์ มาเล่นกอล์ฟเมืองไทย ทำไมนาดาลมาเล่นเทนนิสเมืองไทย ถ้าคนดังระดับโลกมากันหมด เขาก็จะรู้สึกว่าไอ้ที่ได้ยินมันไม่ใช่ เมืองไทยยังสามารถมาได้ ลงทุนได้ ท่องเที่ยวได้ มันก็ได้ผลนะ ช่วยให้กระแสวงการกีฬาบ้านเราเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทุกคนก็อยากมาเที่ยวเมืองไทย อยากเล่นกีฬา นั่นคือสิ่งที่เราคิดแล้วเราก็ทำ ถึงเราจะไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมือง แต่ภาพกีฬาที่เราทำมันก็มีส่วนในการช่วยรักษาภาพลักษณ์ประเทศ แล้วหลักการของกีฬาดีมาก สอนให้รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย วันนี้ถ้าการเมืองอยู่บนพื้นฐาน 3 ข้อ การเมืองไม่ขัดแย้งกันเหมือนอย่างทุกวันนี้”







