
จับตาดุลบัญชีเดินสะพัดไทย
เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลต่อเนื่อง และกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากเริ่มขาดดุล 0.4% ต่อจีดีพี ในปี 2555 และขาดดุลขนาดใหญ่ขึ้นใน 10 เดือนแรกของปี 2556 รวมทั้งมีสัญญาณว่าบัญชีเดินสะพัดทั้งปีจะขาดดุลติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นการขาดดุลต่อเนื่องครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจเอเชียในปี 2540
เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลต่อเนื่อง และกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากเริ่มขาดดุล 0.4% ต่อจีดีพี ในปี 2555 และขาดดุลขนาดใหญ่ขึ้นใน 10 เดือนแรกของปี 2556 รวมทั้งมีสัญญาณว่าบัญชีเดินสะพัดทั้งปีจะขาดดุลติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นการขาดดุลต่อเนื่องครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจเอเชียในปี 2540
ดุลบัญชีเดินสะพัดสะท้อนยอดสุทธิของปริมาณการใช้จ่ายในประเทศกับรายได้ของประเทศ
บัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล หมายความว่า คนไทยใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ประเทศจึงต้องกู้เงินหรือลดสินทรัพย์เพื่อมาใช้จ่าย แต่คงไม่สามารถทำได้ต่อเนื่องยาวนาน เพราะเมื่อต่างชาติไม่มั่นใจว่าคนไทยจะเงินคืน ก็อาจหยุดการให้กู้ยืม หรือถอนเงินกลับอย่างกะทันหัน นำไปสู่ปัญหาสภาพคล่องได้
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วในช่วงวิกฤตปี 2540 ดังนั้นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแบบต่อเนื่องจึงมักถูกมองว่าเป็นสัญญาณของความเสี่ยง และไม่มีประเทศใดที่อยากมีบัญชีเดินสะพัดขาดดุลในระดับสูงต่อเนื่อง
เพื่อตอบคำถามว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปัจจุบันเกิดจากอะไร แนวโน้มข้างหน้าจะเป็นอย่างไร และน่ากังวลมากหรือน้อยเพียงใด ดุลบัญชีเดินสะพัดประกอบด้วย 2 ส่วนตามช่องทางของรายได้จากต่างประเทศ ได้แก่
1) ดุลการค้า แสดงรายได้สุทธิจากการส่งออกสินค้าหักลบด้วยมูลค่าการนำเข้าสินค้า 2) ดุลบริการรายได้และเงินโอน ประกอบด้วยรายได้สุทธิจากภาคบริการ รายได้จากค่าจ้างแรงงาน ผลประกอบการและผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงเงินโอนหรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ
ที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าเป็นช่องทางหลักของรายได้ของไทย ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงมักเคลื่อนไหวตามดุลการค้า ซึ่งสามารถแบ่งพัฒนาการของดุลบัญชีเดินสะพัดออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่
ช่วงก่อนวิกฤตปี 2540 (2536-2540) เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงถึง 1015% การบริโภคและการลงทุนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้ต้องมีการนำเข้าสินค้าทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภคและการลงทุน ขณะที่การส่งออกขยายตัวต่ำกว่าการนำเข้าและระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ทำให้ไม่เกิดการปรับสมดุลของบัญชีเดินสะพัด บัญชีเดินสะพัดจึงขาดดุลต่อเนื่องประมาณ 68% ต่อจีดีพี นำไปสู่ความถดถอยของความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย มีเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรง กระทั่งนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจและมีการประกาศใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวในที่สุด
ช่วงการเติบโตของภาคการส่งออก (25412554) ในช่วงนี้อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลงมากจากช่วงก่อนหน้าช่วยให้การส่งออกสามารถขยายตัวดีเฉลี่ย 10.8% ส่วนการนำเข้าชะลอลงดุลการค้าจึงเกินดุลในระดับสูง
ในขณะเดียวกัน กระแสโลกาภิวัตน์และการเคลื่อนย้ายเงินทุนทำให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ทั้งในรูปการตั้งกิจการและการซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน ไทยจึงมีการจ่ายกำไรจากผลประกอบการและเงินปันผลกลับไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลรายได้และเงินโอนขาดดุลต่อเนื่อง แต่ถูกชดเชยด้วยการเกินดุลการค้าดุลบัญชีเดินสะพัดจึงยังเกินดุลในภาพรวม และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้เสถียรภาพด้านต่างประเทศมั่นคงขึ้น
ช่วงการส่งออกเริ่มชะลอตัว (2555ปัจจุบัน) เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก การส่งออกของไทยชะลอตัวลงตามอุปสงค์จากต่างประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงมีแนวโน้มที่จะเกินดุลน้อยลงตามดุลการค้าที่เกินดุลลดลง ขณะที่ดุลรายได้และเงินโอนยังคงขาดดุลอยู่
อย่างไรก็ดี ในบางช่วงมีปัจจัยพิเศษที่ทำให้บัญชีเดินสะพัดของไทยเกินดุลน้อยกว่าที่ควร หรือแม้แต่กลับกลายเป็นขาดดุล ที่สำคัญมี 3 ประการ ดังนี้
1) การนำเข้าทองคำเพื่อการลงทุนมีมากขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนไทยสนใจลงทุนมากขึ้น เนื่องจากได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินและมีความผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกทั้งรสนิยมของคนไทยที่ชอบสะสมทองคำแท่งมากกว่าการลงทุนในทองคำกระดาษ เช่น บัญชีรับฝากทองคำหรือตราสารอนุพันธ์การนำเข้าทองคำที่เดิมมีเพียงส่วนของวัตถุดิบเพื่อการผลิตเครื่องประดับเป็นสำคัญ จึงกลายมามีส่วนที่นำเข้าเพื่อการเก็บสะสมในรูปของทองคำแท่งมากขึ้นในปี 2555 มีการนำเข้าทองคำสุทธิ 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2556 มีการนำเข้าทองคำสุทธิสูงถึง 1.02 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับการนำเข้าสุทธิเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้าเพียง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น การส่งออกนำเข้าทองคำส่วนใหญ่มิได้สะท้อนความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก รวมถึงไม่ได้ชี้ถึงแนวโน้มดุลการค้าในระยะยาว
เนื่องจากการค้าทองคำมีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตและการจ้างงานค่อนข้างต่ำ อีกทั้งเมื่อเศรษฐกิจโลกปรับดีขึ้น ระดับอัตราดอกเบี้ยโลก ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศไทยก็จะปรับสูงขึ้นกลับไปสู่ระดับปกติ ความน่าสนใจของการลงทุนในทองคำก็จะบรรเทาลงจากปัจจุบัน ทั้งนี้ หากหักการนำเข้าทองคำสุทธิออกแล้ว ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังคงเกินดุลต่อเนื่อง สะท้อนว่าไทยยังคงมีความสามารถในการหารายได้สุทธิเข้าประเทศ
2) กำไรและเงินปันผลส่งกลับเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในไตรมาส 2 ปี 2556 โดยปกติบริษัทข้ามชาติในไทยมักจะส่งกำไรและเงินปันผลกลับบริษัทแม่ในต่างประเทศในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของทุกปี ทำให้ดุลรายได้และเงินโอนจะขาดดุลค่อนข้างมากเป็นปกติในไตรมาสดังกล่าว
อย่างไรก็ดี ในไตรมาสที่ 2 ปี 2556 การจ่ายกำไรและเงินปันผลยิ่งสูงเป็นพิเศษ โดยเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนถึง 40% จากผลประกอบการปี 2555 ตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจจากอุทกภัย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายรถยนต์คันแรก ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงต้นปี เป็นปัจจัยสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติเร่งส่งเงินกลับประเทศ
อย่างไรก็ดี ในอนาคตดุลรายได้และเงินโอน คาดว่าจะไม่ขาดดุลสูงเท่ากับในปี 2556 ซึ่งมีปัจจัยพิเศษจากผลประกอบการที่ดีกว่าปกติในปี 2555 จากมาตรการรถยนต์คันแรก
แนวโน้มการส่งออกชะลอตัว นอกจากการนำเข้าทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะหลัง ดุลการค้าที่เกินดุลลดลงยังเป็นผลจากการส่งออกสินค้าที่ชะลอตัว มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยในปี 2555 และ 10 เดือนแรกของปี 2556 ขยายตัวเพียง 3.1% และ 0.1% ตามลำดับ โดยการส่งออกที่หดตัวมาจากปัจจัยทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน
ด้านอุปสงค์ การส่งออกของไทยชะลอตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลกขาลง โดยในปี 2555 การส่งออกของโลกโดยรวมขยายตัวเพียง 0.4% และในปี 2556 องค์การการค้าโลก (WTO) ประมาณการมูลค่าการส่งออกของโลกว่าจะขยายตัวเพียง 2.5% (WTO, 2013a) ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวในอดีตที่เฉลี่ย 8% ต่อปี
ด้านอุปทาน การส่งออกไทยในระยะหลังเติบโตได้ช้าเมื่อเทียบกับภูมิภาค เนื่องจากภาคการผลิตของไทยบางอุตสาหกรรมยังมีข้อจำกัด
ด้านอุปทาน ได้แก่ (1) เทคโนโลยีการผลิตไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงรสนิยมในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะกลุ่ม Smart Phone และ Solid State Drive (SSD) (2) ค่าจ้างแรงงานสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสัดส่วนสูงมีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลง (3) ข้าวสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันด้านราคา (4) สินค้าประมงของไทยยังขาดแคลนวัตถุดิบจากโรคระบาดในกุ้ง ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว
แม้การนำเข้าในระยะหลังจะชะลอตัวตามการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางสอดคล้องกับภาคการผลิตและการส่งออก แต่การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าทุนยังอยู่ในระดับปกติ ส่งผลให้ดุลการค้าที่หักทองคำในปี 2555 เกินดุล 1.1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2541-2553 ซึ่งเกินดุล 1.64 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
3. แนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะถัดไป ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า คาดว่าบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลน้อยกว่าในปัจจุบันจากดุลการค้าที่จะปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การนำเข้าทองคำที่น่าจะลดลงสู่ระดับปกติ และการส่งกลับกำไรและเงินปันผลที่จะไม่สูงเท่ากับปัจจุบัน เนื่องจากผลของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหมดไป
อย่างไรก็ดี การส่งออกไทยอาจจะขยายตัวไม่สูงนักด้วยข้อจำกัดอุปทาน ทำให้ดุลบัญชีโดยรวมคาดว่าจะยังคงขาดดุล อีกประการที่จะส่งผลกระทบบัญชีเดินสะพัดในระยะถัดไปคือ โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ซึ่งต้องนำเข้าสินค้าทุนมูลค่าสูง และจะกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศให้ใช้จ่ายและนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้น
ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยระยะต่อไปจึงมีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่อง







