posttoday
ปรับทัพกู้ชีพไทยเข้มแข็งดันเศรษฐกิจหาเสียง

ปรับทัพกู้ชีพไทยเข้มแข็งดันเศรษฐกิจหาเสียง

08 พฤษภาคม 2553

งบประมาณที่รัฐบาลดึงกลับมาดูแลเที่ยวนี้ยังรวมถึงโครงการถนนไร้ฝุ่นบางส่วน ที่อยู่ในมือของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งที่ผ่านมาโครงการนี้ “ตีกิน” ในภาคอีสานและเหนือแบบเงียบๆ

งบประมาณที่รัฐบาลดึงกลับมาดูแลเที่ยวนี้ยังรวมถึงโครงการถนนไร้ฝุ่นบางส่วน ที่อยู่ในมือของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งที่ผ่านมาโครงการนี้ “ตีกิน” ในภาคอีสานและเหนือแบบเงียบๆ

โดย...ทีมข่าวการเงิน

โครงการไทยเข้มแข็ง 1.4 ล้านล้านบาทของรัฐบาลต้องมาถึงจุด “หักเห” ครั้งใหญ่

เมื่อรัฐบาลตัดสินใจล้มพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่จะมาใช้ในโครงการและอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาออกไป

ด้วยให้เหตุผลว่า การเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2553 ได้เงินเกินเป้ากว่า 2 แสนล้านบาท

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็สามารถดึงเงินส่วนเกินมาลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งผ่านงบประมาณปกติได้ ไม่ต้องไปกู้เพิ่ม

อีกด้านหนึ่งเป็นการลบเหลี่ยมทางการเมือง ที่รัฐบาลถูกฝ่ายค้านทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลาว่า เป็นรัฐบาล “กู้สิบทิศ” ทำไทยอ่อนแอ เพราะมีหนี้ท่วมหัว

ปรับทัพกู้ชีพไทยเข้มแข็งดันเศรษฐกิจหาเสียง

แถมโครงการไทยเข้มแข็งยังมีกลิ่นไม่ดีเรื่องการประมูลออกมาต่อเนื่อง ทำให้การเดินหน้าโครงการได้ไม่เต็มสูบ การเร่งเครื่องโครงการต่างๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดฝันไว้

เมื่อล้ม พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาททิ้งไป โจทย์ใหญ่ของโครงการไทยเข้มแข็งจึงมาตกหนักอยู่ที่โครงการใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่อยู่ระหว่างเร่งการเบิกจ่ายในกรอบ 3.5 แสนล้านบาท ที่เหลืออีก 5 หมื่นล้านบาท ใช้สำหรับชดเชยเงินคงคลัง

ณ วันที่ 8 เม.ย. 2553 มีการเบิกจ่ายจำนวน 61,588 ล้านบาท หรือ 36.90% ของวงเงินที่ได้จัดสรรแล้ว 166,886 ล้านบาท สำหรับรอบที่สอง จำนวน 149,999 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายจำนวน 49,159 ล้านบาท หรือ 46.80% ของวงเงินที่จัดสรรแล้ว จำนวน 105,045 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าการเบิกจ่ายยังไม่ไปถึงไหน และโครงการที่เบิกจ่ายก็ยังเป็นโครงการเล็ก โครงการน้อย เป็น “เบี้ยหัวแตก” ไม่ได้เป็นโครงการที่ส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

ส่วนโครงการของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยัง “เดี้ยง” เดินหน้าไม่ได้ เพราะต้องรื้อโครงการใหม่หมดหนีข้อหาทุจริต มีต่อลมหายใจมาให้แล้วหลายรอบก็ไม่ฟื้น

ล่าสุดมีการยืดลมหายใจไปถึงเดือน พ.ค. 2553 ซึ่งความล่าช้าในส่วนนี้เป็นผลเสียต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ไม่น้อย

อีกด้านหนึ่งก็เกิดจากความล่าช้าของคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการต่างๆ ที่ไม่สามารถผลักดันโครงการให้ได้ออกมาได้อย่างรวดเร็วอย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อเห็นท่าไม่ดีเช่นนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จึงหนีบเรื่อง “ลับ” เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมอบอำนาจให้ รมว.คลัง มีอำนาจในการอนุมัติโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง

โดยเฉพาะวงเงินที่เหลือจำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท ของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงคมนาคม

จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการกลั่นกรองที่มีนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

ถือว่าเป็นการผ่าทางตัน สร้าง “ทางลัด” รวบอำนาจมาทั้งหมดมาอยู่ในมือ รมว.คลัง ให้ทันภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งตรงกับวันหมดอายุของรัฐบาลตาม “โรดแมป” ของนายกรัฐมนตรี

แม้รัฐบาลจะอ้างเรื่องของความล่าช้าในการเบิกจ่าย แต่ลึกๆ แล้วน่าจะเกิดจากเหตุผลทางการเมืองเป็นหลัก

ยิ่งการนับถอยหลังเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในสิ้นปีนี้ ที่ประชาธิปัตย์ก็ต้องเดิมพันมาก เพราะโอกาสแพ้สูง

วงในระบุว่างบประมาณที่รัฐบาลดึงกลับมาดูแลเที่ยวนี้ยังรวมถึงโครงการถนนไร้ฝุ่นบางส่วน ที่อยู่ในมือของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งที่ผ่านมาโครงการนี้ “ตีกิน” ในภาคอีสานและเหนือแบบเงียบๆ

ไม่เพียงเท่านั้น อีกเหตุผลที่การดึงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท มาไว้ในมือ รมว.คลัง จะช่วยให้การใช้เงินเป็นเอกภาพ และมีประสิทธิภาพจริงๆ

เพราะเหตุการณ์ประท้วงของม็อบแดงยืดเยื้อ เศรษฐกิจที่กำลังพุ่งปรี๊ด พุ่งหัวลง

มีการคาดกันว่าพิษของม็อบเสื้อแดงจะแผลงฤทธิ์ให้เห็นไตรมาส 2 ของปี 2553 ก็คือตั้งแต่เดือน เม.ย.-พ.ค. ไปจนถึงเดือน มิ.ย. 2553 ที่สัญญาณการบริโภคเริ่มแผ่ว เพราะไม่มั่นใจการบ้านการเมือง

รายได้ท่องเที่ยววูบ ผู้ประกอบการยวบไปตามๆ กัน ขาดสภาพคล่องมีการตกงาน นักลงทุนเริ่มหยุดการลงทุนรอดูความมั่นใจ แต่ยังโชคดีที่การส่งออกของไทยยังเบ่งบาน เพราะได้อานิสงส์ของเศรษฐกิจคู่ค้าอย่างดี

ถ้าเครื่องยนต์ด้านการเบิกจ่ายของรัฐบาล เป็นตัวช่วยเศรษฐกิจที่เป็นตัวช่วยสำคัญที่สุดในระยะสั้น โดยเฉพาะงบจากโครงการไทยเข้มแข็งที่หลงเหลืออยู่อีกมหาศาล ทำให้นายกรณ์ไม่มีทางเลือกที่จะต้องรวบอำนาจทั้งหมดมาไว้ในมือ ผลักดันเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

จะถือว่าเป็นการ “ปั๊มหัวใจ” เศรษฐกิจไทยได้ไม่น้อย โดยเฉพาะเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่ได้พิษม็อบแดงอย่างหนัก

หากสามารถผ่านเศรษฐกิจไตรมาส 2 ไปได้อย่างที่วาดหวัง เศรษฐกิจไตรมาส 3 และ 4 ก็น่าจะฉลุย ทั้งปีไม่น่าพลาด 4-5% ตามที่กระทรวงการคลังประเมิน

หรือหากมีโชคอาจจะทะลุไปแตะถึงระดับ 6% ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาประมาณการไว้ ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้ไปตีฆ้องหาเสียงเลือกตั้งรอบใหม่ได้คะแนนอีกอื้อ

เพราะหากลงไปดูในโครงการ ก็พบว่ามีโครงการอีกจำนวนมากที่สามารถจะผลักดันออกมาให้เบิกจ่ายใน 3 ไตรมาสที่เหลือของปี ไม่ว่าจะเป็นโครงการถนนไร้ฝุ่น โครงการชลประทานขนาดเล็ก

ถึงจะเป็นเบี้ยหัวแตก และเป็นโครงการที่เทให้หัวคะแนนทางการเมือง ที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างในพื้นที่ แต่ในยามนี้ยังดีกว่าเอาเงินกองไว้ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจงอกเงย

ขณะที่โครงการที่มีปัญหาทั้งกระทรวงสาธารณสุข ที่มีการทุจริตในโครงการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่ไม่จำเป็นและแพงเกินจริง
โครงการของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีการจัดซื้ออุปกรณ์แพงเกินเหตุ และโครงการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในส่วนที่เป็นโครงการลง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งหมดเป็นวงเงินลงทุน 4 หมื่นล้านบาท ก็คาดว่าจะทยอยเข้ามาเบิกจ่ายอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาที่เหลือ และอำนาจการจัดสรรเงินอยู่ในมือของ รมว.คลัง

ถือว่าการเดินเกมลึกปรับทัพไทยเข้มแข็ง หว่านเงิน ตีปี๊บเศรษฐกิจ หาเสียงเตรียมเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลอีกรอบ...

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน