
เวทีการปฏิรูปไร้ข้อสรุปเอกชนดันเลือกตั้ง
เวทีการปฏิรูปประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ซึ่งมีกลุ่มภาคเอกชน 28 องค์กรเข้าร่วม ที่ห้องประชุมกองบัญชาการกองทัพอากาศ โดยมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้เนื่องจากแต่ละองค์กรได้เสนอความเห็นหลากหลาย
เวทีการปฏิรูปประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ซึ่งมีกลุ่มภาคเอกชน 28 องค์กรเข้าร่วม ที่ห้องประชุมกองบัญชาการกองทัพอากาศ โดยมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้เนื่องจากแต่ละองค์กรได้เสนอความเห็นหลากหลาย
วิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ตัวแทน 7 กลุ่มธุรกิจเอกชน ได้เสนอใน 4 ประเด็นเพื่อปฏิรูปประเทศ ประกอบด้วย 1.การจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง ให้มีกฎหมายรองรับชัดเจนโดยมีรูปแบบเป็นคณะอำนวยการมากกว่ารูปแบบสภา ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม 2.การทำความตกลงร่วมกับพรรคการเมืองเกี่ยวกับการปฏิรูปและภารกิจ 3.กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ให้รัฐบาลที่มีภารกิจหลักเพื่อการปฏิรูป 4.ปรับรูปแบบของรัฐบาลรักษาการ
สำหรับเรื่องการเลื่อนเลือกตั้ง ในวันที่ 2 ก.พ.นั้นวิชัย ระบุว่า ในเวทีกลางที่ได้หารือกับ 18 องค์กร เห็นว่า น่าจะมีอุปสรรคขึ้นได้ และหากเลื่อนไปสักระยะสถานการณ์ความตึงเครียดน่าจะคลี่คลาย โดยหยิบยกข้อกฎหมายมาคุย ซึ่งมีความเห็นทั้งเป็นไปได้และไม่ได้
“ส่วนตัวเหนื่อยมาก และคงทำได้แค่นี้ เพราะทุกอย่างขณะนี้เริ่มเผชิญหน้ากันเข้ามาแล้วและในองค์กรก็คุยกันว่าจะกลับไปดูเรื่องเศรษฐกิจบ้าง และคงไม่จัดเวทีกลางอีกแล้ว แต่พร้อมจะร่วมมือเพื่อหาทางออกให้บ้านเมือง” วิชัย กล่าว
ขณะที่ ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวว่า ข้อเสนอของสภาพัฒนาการเมือง คือ1.มีการเจรจาเพื่อหาทางออกระหว่างรัฐบาลกับ กปปส. โดยอาศัยคนกลาง ซึ่งเป็นที่ยอมรับมาไกล่เกลี่ย 2.ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งของรัฐบาลกับประชาชน อย่ามองเป็นพรรคการเมือง ไม่เช่นนั้นไม่มีคนออกมาเป็นล้าน3.การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ไม่น่าเป็นหนทางแก้ปัญหา ซึ่ง กกต.ก็ได้ชี้ประเด็นต่างๆ โดยมีมติให้เลื่อนเลือกตั้งออกไป
4.นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องแก้ไขปัญหา ไม่ว่ารัฐบาลจะสร้างขึ้นหรือไม่ เพราะวันนี้เป็นความแตกแยกของคนในประเทศ ในฐานะผู้นำที่ดีต้องรักษาความสามัคคีของคนในชาติ 5.ขณะนี้มีการประสานงานให้สภาพัฒนาการเมืองเป็นตัวกลาง ระหว่างรัฐบาลกับ กปปส. ซึ่งขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่ายว่าจะยอมให้สภาพัฒนาการเมืองเป็นตัวกลางหรือไม่ 6.รัฐบาลต้องลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ และ กปปส.ต้องหยุดการชุมนุมทันที 7.นำข้อเสนอจากหลากหลายเวทีมาพิจารณา และ 8.ควรจัดหารัฐบาลเฉพาะกาล เพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไขสงครามกลางเมือง
“แนวทางเร่งด่วน คือนายกรัฐมนตรีและ ครม.รักษาการต้องลาออก เพื่อให้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่มาทำงานแทน ซึ่งนายกฯ ต้องเสียสละ” ธีรภัทร์ กล่าว
ทั้งนี้ หลัง “ธีรภัทร์” พูดจบ “ยิ่งลักษณ์” ได้กล่าวทันทีว่า ถ้าทำเหมือนกับที่ “ธีรภัทร์” พูดได้ถือเป็นสิ่งที่ดี หลายภาคส่วนเรียกร้องให้รับผิดชอบ รัฐบาลมีทางเลือก 2 ทาง คือ 1.ลาออก 2.ยุบสภา ซึ่งก็เลือกยุบสภาไปแล้ว
“ดิฉันไม่ต้องการอยู่เพื่อบอกสังคมว่าอยู่เพื่อความขัดแย้ง แต่อยู่เพื่อส่งมอบกติกาให้คนใหม่ ใครก็ได้ เราอยู่เพื่อประคอง หลายคนบอกว่าเลือกตั้งแล้วมีความขัดแย้ง แต่ถ้ายังเดินอย่างนี้นักลงทุนกลัวมากที่สุดคือการไม่รู้ว่าทิศทางข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ดิฉันกำลังบอกว่าความขัดแย้งเราอยากแก้ ถ้าแก้ได้ ไม่มีรัฐบาลไหนอยากเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน รัฐบาลคืนอำนาจให้ประชาชนแล้ว เพื่อแสดงสิทธิผ่านการเลือกตั้ง เรายินดีให้ความร่วมมือในทุกมิติ เท่าที่ดิฉันมีอำนาจปฏิบัติได้” ยิ่งลักษณ์ กล่าว
ขณะที่ เอก อัตถากร ผู้ที่ชูป้าย RESPECT MY VOTE ในงานเปิดตัวพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศไทยของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 12 ม.ค. กล่าวว่า บ้านเมืองเดินมาถึงจุดที่พร้อมจะฆ่ากันทุกเมื่อ การที่บอกว่าปฏิรูปหรือไม่ปฏิรูป ประชุมกันมาหลายครั้งแล้วไม่มีประโยชน์ ถ้าผู้ใหญ่ไม่ฟังประชาชน ถ้าพวกคุณไม่ยอมรับผิดเลย
“รู้ไหมว่าชาวบ้านต่างสีตีกันอย่างไร ผมกลัวแค่ไหนที่ผมไปแสดงสิทธิของผม แล้วมีคนมายืนจ้องผม ผมรู้ว่าบ้านเมืองมันถูกแบ่งแยกมานานแล้ว เราต้องยอมรับว่าทุกคนมีส่วนในความบิดเบี้ยวครั้งนี้ ผมไม่ได้มีสี แต่ในฐานะหนึ่งเสียงเห็นว่าแม้การเลือกตั้งจะไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด แต่ถ้า สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ได้เถลิงอำนาจ ผมก็คงจะแย่ และประชาชนคงหวาดกลัว” เอก กล่าว
สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด กล่าวว่า การปฏิรูปไม่ควรเอาคนกลุ่มเก่าหน้าเดิมๆ เข้ามา ควรจะนำคนรุ่นใหม่หรือกลุ่มใหม่ๆ ให้มีการระดมกลุ่มเสนอความคิดเข้ามา จากนั้นให้ลงไปคุย ไปพัฒนาเพื่อให้เกิดรูปธรรม วันนี้สถานการณ์การปฏิรูปแตกต่างจากปี 2540 ยังมีประชาชนจำนวนมากที่มีพลังจะมีความคิดใหม่ๆ แต่คนเหล่านี้ไม่เคยได้ถูกเชิญออกมา อยากให้รัฐบาลมองตรงนี้ด้วย
หลังการเปิดเวทีนานกว่า 2 ชม. ท้ายที่สุด ยิ่งลักษณ์ สรุปว่า อยากเห็นเวทีปฏิรูปเดินหน้าต่อ โดยให้ภาคเอกชนจัดทำในรูปแบบของภาคเอกชน แล้วค่อยเสนอมา ขอให้นำเวทีนี้เป็นเวทีกลางเป็นโมเดลของทุกคน
“แม้วันนี้จะไม่มีข้อสรุป แต่เป็นโอกาสที่เราจะเปิดเวทีคุยกัน แม้จะเป็นเวทีอันน้อยนิดแต่เพื่อหาแนวทางสันติ เวทีนี้ก็จะเปิดอยู่ ยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมให้ความสำคัญกับการปฏิรูป” ยิ่งลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย







